19 มกราคม 2569

ลงทุนแบบ Semi-Active Investing - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในช่วงเวลาประมาณ 30 ปี ที่ผมใช้ชีวิตเป็น “VI” เต็มตัวนั้น แนวทางหรือวิธีการลงทุนของผมค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยที่บางทีเราก็ไม่รู้ตัว

จากจุดเริ่มต้นเมื่อก้าวเข้าสู่การเป็น “Value Investor” หลังวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ที่ชีวิตแทบจะ “ล่มสลาย” เพราะงานประจำที่มั่นคงหายไป และเงินเก็บไม่พอสนับสนุนการใช้ชีวิตที่เป็นอยู่ในขณะนั้น ผมก็ทุ่มเทศึกษา เรียนรู้ และเผยแพร่ “ความคิดใหม่ของการลงทุน” ที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ “Value Investing” พร้อม ๆ กับการลงทุนเงินออมทั้งหมดที่มีอยู่

ในช่วงเวลานั้น ผมลงทุนด้วยการศึกษา ค้นคว้า พบผู้บริหารถ้าทำได้ เลือกหุ้นลงทุนจำนวนมาก มีการซื้อและเปลี่ยนตัวหุ้นโดยการขายเมื่อราคาขึ้นไปแล้วพอสมควรแล้วก็เข้าซื้อหุ้นตัวใหม่ที่ถูกกว่า ทั้งหมดนั้น อิงอยู่กับ “มูลค่าพื้นฐาน” และ “Margin of Safety” ของหุ้นแต่ละตัวที่ผมจะตัดสินใจว่าจะซื้อหรือขายหรือจะทำอะไรกับมัน และทุกอย่างเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Active Investing”

คงไม่ต้องบอกว่าในช่วงเวลานั้น การซื้อ-ขายหุ้นแบบ Value ตัวเล็ก ๆ ที่กำลังฟื้นตัวและเติบโตหลังวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ทำกำไรได้มหาศาล “เซียน” และ “เศรษฐี VI” ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน ผลงานการลงทุนนั้นสูงลิ่ว “ระดับโลก” เหนือกว่าแม้แต่วอเร็น บัฟเฟตต์ ในช่วงเวลาหลาย ๆ ปี นักลงทุนหนุ่มสาวจำนวนมากอยากจะให้ตลาดหุ้น “เปิดทุกวัน” พวกเขามีความสุขเหมือน “เต้นระบำไปทำงาน” หลาย ๆ คนโชว์พอร์ตว่ากำไรไปกี่สิบเท่าหรือเป็นร้อยเท่าจากการลงทุนในหุ้น “หลาย ๆ เด้ง” ด้วยเงินทั้งหมดและใช้มาร์จินเต็มอัตรา

เวลาแบบนั้นในตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะหมดไปแล้ว อย่างน้อยในช่วง 5 หรือ 10 ปี ที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยเริ่มอิ่มตัวและแทบจะไม่โตต่อไปแล้ว การค้นหาหุ้นตัวเล็กที่จะเติบโตเร็วที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงและเร็วแบบเดิมทำได้ยากมาก ตรงกันข้าม หุ้นที่ซื้อด้วยความมั่นใจ กลับตกลงมาอย่างหนักแทบจะเป็นหายนะ นักเลือกหุ้นรวมถึง “เซียน” ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนและรวมถึงแนว VI ขาดทุนอย่างหนักจนแทบ “หมดสภาพ” หลายคนหันไปลงทุนในต่างประเทศ

และนั่นนำมาสู่แนวความคิดการลงทุนที่ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากนักลงทุนที่หันไปลงทุนในตลาดหุ้นมีผลงานที่ดีกว่าตลาดไทยมาก เช่น ในตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดหุ้นเวียตนาม หรือ ตลาดหุ้นจีน และนั่นก็คือ การลงทุนในกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ที่ไม่มีการเลือกหุ้นเป็นรายตัวแต่ซื้อหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในดัชนี ที่เรียกว่าเป็น “Passive Investing” ที่เราตัดสินใจลงทุนแล้วก็จะไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน ปล่อยให้มันโตไปเรื่อย ๆ

ผลงานการลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาผมคิดว่าดีกว่าการเลือกหุ้นเองมาก แม้แต่ผมเองที่เติบโตขึ้นจากการเลือกหุ้นเองมาตลอดชีวิตก็ยังรู้สึกว่ายุคของ “Active Investing” นั้น “ยากขึ้นเรื่อย ๆ” โดยเฉพาะในตลาดหุ้นที่ก้าวหน้าขึ้นซึ่งอาจจะรวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โอกาสที่จะเอาชนะ “ตลาด” มาก ๆ แบบที่เคยทำได้นั้น แทบจะหมดไปแล้ว และถ้าจะทำได้ในอนาคตก็จะต้องเป็นตลาดที่ยัง “ไม่มีประสิทธิภาพ” ดีพอ เช่นในตลาดของประเทศกำลังพัฒนาเช่น เวียตนามหรืออินเดีย เป็นต้น

และนั่นก็นำมาสู่กลยุทธการลงทุนอีกแนวหนึ่งที่ผมเพิ่งจะตระหนักไม่นานนักนั่นก็คือ การลงทุนแบบที่เรียกว่า “Semi-Active Investing” ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง Active กับ Passive Investing ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมใช้มานานมากแล้วแต่ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองใช้หลักการนี้อยู่

นิยามของ Semi-Active Investing อย่างย่อที่สุดก็คือ การลงทุนระยะยาว มีการเทรดหรือเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นน้อย หุ้นที่ลงทุนจะถูกเลือกแบบ VI คือเน้นที่มูลค่าพื้นฐานและอยู่ในกรอบหรือเกณฑ์ที่กำหนด โดยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวหุ้นที่ลงทุนเป็นครั้งคราวตามสภาวะตลาดและตัวหุ้นตามที่เห็นว่าเหมาะสม

ตัวอย่างที่ผมทำก็คือ การลงทุนในหุ้น “ซุปเปอร์สต็อก” จำนวนแค่ 6-7 ตัว แบบที่เรียกว่า “Focus Investing” ถือหุ้นยาวมาก และจะเปลี่ยนตัวหุ้นเมื่อพบว่าหุ้นหมดสภาพเป็นซุปเปอร์สต็อกไปแล้ว อาจจะเพราะว่าถูกเทคโนโลยีทำลายไปแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วอาจจะถือหุ้นยาวประมาณ 6-7 ปี ขึ้นไป ซึ่งโดยวิธีนี้ ผมได้กลายเป็น “Semi-Active Investor” ไปโดยปริยาย คือใช้ชีวิตเลือกหุ้นตัวดีมาก ๆ ไม่กี่ตัว แล้วก็ติดตามไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไร รอให้หุ้นเติบโตไปเรื่อย ๆ และนี่ก็คือวิธีการหรือสไตล์ของบัฟเฟตต์ และดังนั้น วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็ถือว่าเป็น Semi-Active Investor เช่นเดียวกัน

ในตลาดหุ้นเวียตนามที่ผมได้เข้าไปลงทุนมาประมาณ 10 ปีแล้วนั้น ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีมาแล้วที่ผมเริ่มลงทุนเต็มที่ที่ประมาณ 30% ของความมั่งคั่งทั้งหมด ผมก็ใช้วิธี Semi-Active Investing คือเลือกหุ้นซุปเปอร์สต็อก 6-7 ตัวหลัก ๆ แล้วก็ถือไว้โดยที่แทบไม่ได้ทำอะไร ยกเว้นลงทุนเงินปันผลทบต้นกลับลงไปในหุ้นตัวเดิม ๆ

ที่ผ่านมาผลงานการลงทุนที่เวียตนามของผมก็ต้องถือว่าไม่ได้ดีเลิศ น่าจะเรียกว่า “พอใช้” ที่ประมาณ 10% แบบทบต้น ซึ่งผมก็พอใจ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ที่เวียตนามนั้น ผมไม่มีทางเลือกที่จะทำ Active Investing หรือเข้าไปทุ่มเทศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจสภาพเศรษฐกิจ ตลาดและตัวบริษัทแบบละเอียดจริง ๆ ว่าที่จริง ในช่วง10 ปีที่ผ่านมา ผมไปเวียตนามแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น ผลตอบแทนของผมในตลาดหุ้นเวียตนามจึงแพ้ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงหลายปีมานี้

เพื่อที่จะให้เข้าใจแนวคิด Semi-Active Investing มากขึ้น ผมเองเคยเขียนบทความในคอลัมน์ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ช่วงปลายเดือน ตุลาคม 2566 ชื่อ “ลงทุนในหุ้นท็อป 10 แห่งอนาคต” ผมได้เสนอวิธีเลือกหุ้นในตลาดเวียตนามจำนวน 10 ตัวที่ผมคิดว่าจะเป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดใน 10 ปีข้างหน้า ซึ่งผมคิดว่าพอร์ตหุ้นใหญ่ที่สุด 10 ตัว นี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีและไม่ค่อยเสี่ยงมากนัก

วิธีเลือกหุ้นนั้น ผมจะเลือกจากหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 20 ตัวในวันนั้น โดยที่จะตัดหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่น แบ้งค์ออกให้เหลือเพียงตัวเดียว นอกจากนั้นก็ไม่เลือกหุ้นที่ขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นต้น โดยหุ้น 10 ตัวประกอบไปด้วยหุ้นแบ้งค์ใหญ่ที่สุดคือ VCB หุ้นขายอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดคือ VHM หุ้นขายน้ำมันใหญ่ที่สุดคือ GAS หุ้นขายนมและโยเกิร์ตใหญ่ที่สุดคือ VNM หุ้นเทคโนโลยีใหญ่สุดคือ FPT หุ้นผู้นำด้านการผลิตอาหารเช่นเนื้อสัตว์และบะหมี่สำเร็จรูปคือ MSN หุ้นขายเบียร์ใหญ่สุดคือ SAB หุ้นขายมือถือและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านใหญ่ที่สุดคือ MWG หุ้นช็อปปิ้งมอลใหญ่ที่สุดคือ VRE และสุดท้ายคือหุ้นสนามบินของเวียตนามคือ ACV

โดยที่ผมเสนอว่าเราควรถือหุ้นไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 10 ปีแล้วมาดูผลกัน แต่เมื่อถึงวันนี้คือวันที่ 17 มกราคม 2569 คิดเป็นเวลาประมาณ 2 ปี 2 เดือนครึ่ง หุ้น 10 ตัวดังกล่าวให้ผลตอบแทนไปแล้วประมาณกี่เปอร์เซ็นต์?

หุ้น VCB ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% หุ้น VHM 110.9% หุ้น GAS 1% หุ้น VNM 5.2% หุ้น FPT 22.3% หุ้น MSN 30.7% หุ้น SAB -39.7% หุ้น MWG 56.4% หุ้น VRE -4.1% และหุ้น ACV 8.9% เฉลี่ยผลตอบแทนของหุ้น 10 ตัวเท่ากับ 19.4% ในเวลา 2 ปี 2 เดือน หรือเท่ากับปีละประมาณ 8.3% แบบทบต้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นผลตอบแทนที่ดีพอใช้คือประมาณปีละ11% เมื่อคิดรวมเงินปันผลด้วย และเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ไม่ได้ผลตอบแทนเลยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ดัชนีตลาดหุ้นเวียตนามในช่วงเดียวกันกลับบวกถึง 74% ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนแบบ Passive ที่ให้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมและก็ง่ายและสบายกว่ามาก อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเรื่องชั่วคราว เราคงต้องมองต่อไปในอนาคต อาจจะต้องต่อไปจนครบ 10 ปีแล้วถึงจะบอกได้ว่าการลงทุนแบบไหนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากันในตลาดเวียตนาม ในระหว่างนี้ เนื่องจากเป็นการลงทุนแบบ “Semi-Active” เราจึงควรที่จะพิจารณาว่าจะปรับตัวหุ้นบ้างหรือไม่ หรือจะเปลี่ยนเกณฑ์อะไรไหม เช่น ลักษณะธุรกิจของหุ้นที่เราจะเลือกเข้ามาในพอร์ตนี้ เป็นต้น

การเลือกใช้กลยุทธการลงทุน 3 แบบ ที่พูดถึงคือ Active, Semi-Active หรือ Passive Investing นั้น ผมคิดว่าเราควรดูว่าเรากำลังลงทุนในตลาดไหน และเรามีความรู้หรือกำลังวังชาที่จะทำงานหนักมากน้อยแค่ไหนประกอบด้วย ในสภาวะของนักลงทุนไทยในปัจจุบันนั้น ผมคิดว่าน้อยคนจะสามารถใช้การลงทุนแบบ Active ในทุกที่ที่เราไปได้ ส่วนตัวผมเองนั้น ที่ใช้ก็คือ Semi-Active เท่านั้น และต่อไปก็คงเริ่มใช้กลยุทธ Passive โดยเฉพาะถ้าเริ่มลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” ที่พัฒนาแล้วที่ผมคิดว่าความรู้และความเข้าใจเราอยู่ “หางแถว”



15 มกราคม 2569

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️ .

เคล็ดลับคนสำเร็จ! ทำไมต้องตื่นตี 5 🌅🕰️.
ทุกคนมี 24 ชั่วโมงเท่ากัน ⏰ แต่ทำไมบางคนถึงประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น?
.
เพราะว่าจริง ๆ แล้วการเริ่มต้นวันใหม่แต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ 5-6 โมงเช้า เป็นช่วงเวลาที่โลกยังเงียบสงบ และเต็มไปด้วยพลังงานบริสุทธิ์ที่จะช่วยบูสต์พลังงานดี ๆ ให้สมองทำงานได้เต็มศักยภาพ จึงไม่แปลกที่คนดัง หรือคนที่ประสบความสำเร็จหลายคนมักมีนิสัยชอบตื่นเช้า 🌄
.
📣 มาดูตัวอย่างคนดังที่ประสบความสำเร็จจากการตื่นเช้ากัน! 🌞
.
.
.
🙍🏿‍♀️ มิเชล โอบามา (Michelle Obama)
.
อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่าเธอตื่นตั้งแต่ตี 4:30 น. เพื่อไปออกกำลังกายให้ฟิตแอนด์เฟิร์มก่อนเริ่มภารกิจสำคัญของวันอย่างมั่นใจ
.
.
.
👨🏼‍💻 ทิม คุก (Tim Cook)
.
CEO แอปเปิล ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง! เช่นกัน (โหดมาก!) เขาเริ่มเช็คอีเมลก่อนออกกำลังกาย แล้วค่อยเข้าออฟฟิศแต่เช้า นี่แหละที่มาของความสำเร็จของแอปเปิล!
.
.
.
👩🏼‍🎤 แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour)
.
บรรณาธิการ Vogue ตื่นตี 5:00 น. ทุกวัน และเล่นเทนนิสที่ Midtown Tennis Club ทุกเช้า ก่อนจะแต่งตัวสวย ๆ ไปทำงาน เป็นการเริ่มวันใหม่แบบสดใสปิ๊งปั๊ง!
.
.
.
🤵🏼‍♂️ ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson)
.
มหาเศรษฐีเจ้าของ Virgin Group ก็เป็นอีกคนที่รักการตื่นเช้า เขาลุกจากเตียงตั้งแต่ตี 5 เพื่อออกกำลัง ทานมื้อเช้า และใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัว เขาบอกว่านี่เป็นความลับที่ทำให้เขามีพลังบริหารธุรกิจหลายพันล้านได้อย่างสมดุล
.
.
.
🌅 3 เหตุผลทำไมต้องตื่นเช้า?
.
1. สมองปลอดโปร่ง พร้อมลุย 🧠
.
ช่วงเช้าตรู่ สมองของเรายังสดชื่น ปราศจากความวุ่นวายจากข้อมูล และสิ่งรบกวนต่าง ๆ เพราะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ช่วยในการตื่นตัวจะสูงที่สุดในช่วงเช้า เหมาะแก่การวางแผน และจัดการงานสำคัญ ดังนั้นหากทำงานยาก ๆ ในตอนเช้า มีโอกาสที่ผลงานจะออกมาเวิร์คสูงมาก
.
2. มีเวลาเป็นของตัวเองเพียบ ⏰
.
ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาทองที่เราจะได้อยู่กับตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ ไม่มีใครมารบกวน จะออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือจิบกาแฟชิล ๆ ก็ไม่ต้องรีบร้อน
.
3. งานปังไม่มีพัง Productivity สูงปรี๊ด 💡
.
เพราะการตื่นเช้าจะช่วยให้เราสามารถจัดการงานสำคัญได้ก่อนที่อีเมล และการประชุมต่าง ๆ จะเริ่มต้นขึ้น ช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับงานได้ดีกว่า ไม่มีคนมาจุ้นจ้านให้วอกแวก ทำให้เราทำงานได้เยอะกว่า แต่กลับเหนื่อยน้อยกว่าเดิมซะอีก!
.
.
.
⭐ ตัวอย่างตารางสุดปังของคนสำเร็จที่ตื่นเช้า!
5:00 - ลุกจากที่นอน ดื่มน้ำสักแก้วให้ตื่นตัว
5:15 - ออกกำลังกายเบา ๆ หรือนั่งสมาธิ
5:45 - อาบน้ำอุ่น ๆ แต่งตัวให้พร้อม
6:15 - เขียนไดอารี่ แพลนวันนี้ให้ปัง
6:45 - ทานมื้อเช้าดี ๆ ให้พลังงานเต็มเปี่ยม
7:15 - เริ่มลุยงานสำคัญของวัน
.
การตื่นเช้าไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเวลาตื่น แต่เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมด ถ้าหากคุณพร้อมที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone และสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ลองเริ่มต้นตื่นเช้าดูสักครั้ง รับรองว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน❗
.
แล้วเจอกันตอนตี 5 นะ! 😉✨




12 มกราคม 2569

ความเสี่ยงของการลงทุนหุ้นต่างประเทศ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับนักลงทุนไทยที่ “หมดหวัง” กับหุ้นไทยมานาน และดูว่าหุ้นในตลาดต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและมีตัวเลือกที่มากกว่า นอกจากนั้น อุปสรรคที่เคยมีในการลงทุนหุ้นต่างประเทศก็ลดลงมามากจนบางคนแทบจะไม่รู้สึกเลยว่าการลงทุนในหุ้นต่างประเทศนั้นแตกต่างจากการลงทุนหุ้นในประเทศอย่างไร

แต่ผมเองคิดว่าการลงทุนหุ้นต่างประเทศมี “ความเสี่ยง” บางอย่างสูงกว่าการลงทุนหุ้นไทย โดยที่หลายคนอาจจะไม่ได้คิดหรือไม่ตระหนัก หรืออาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจจะไม่รู้หรือถึงจะรู้คนส่วนใหญ่ก็อาจจะคิดว่ามันคงไม่เกิดขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่ได้ลงทุนระยะยาวมากแบบ “VI”

เรื่องแรกก็คือ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรและคาดเดาได้ยาก

ผมเองเมื่อไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนก็คิดว่าความเสี่ยงนี้
เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และถ้าถือหุ้นลงทุนยาว ๆ ก็คงไม่มีปัญหา เพราะในทางทฤษฎี ถ้าประเทศเวียตนามเจริญเติบโตเร็วกว่าไทยต่อเนื่องยาวนานและเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่า ค่าเงินด่องของเวียตนามก็น่าจะแข็งขึ้นเทียบกับเงินบาท เผลอ ๆ เราจะกำไรจากค่าเงินด้วย

แต่ปี 2568 ที่ผ่านมานั้น ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินด่องถึง 10% ผลก็คือ พอร์ตผมลดลงเฉพาะจากค่าเงินไป 10% ยังไม่นับผลตอบแทนที่ทำได้จากพอร์ตลงทุนที่ย่ำแย่มากซึ่งจะพูดถึงต่อไป แต่ 10% ที่ขาดทุนจากค่าเงินในปี 2568 นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดเป็นปีแรก ว่าที่จริงถ้ามองย้อนหลังไปยาวเป็น 20 ปีนั้น ค่าเงินด่องเมื่อเทียบกับเงินบาทน่าจะอ่อนลงไปประมาณ75% เมื่อเทียบกับเงินบาท ดังนั้น ที่บอกว่า “ระยะยาว” ค่าเงินดองจะแข็งขึ้นก็อาจจะไม่จริง และนี่คือความเสี่ยงที่สำคัญของการลงทุนในต่างประเทศ

ประเด็นที่ 2 ของการลงทุนในต่างประเทศ คือความเสี่ยงที่เกิดจากความ “ไม่รู้” หรือรู้น้อยกว่าตลาดและหุ้นในประเทศไทย นี่รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ของตลาดต่างประเทศ และความไม่รู้หรือไม่เข้าใจนั้น สำคัญต่อการเลือกหุ้นลงทุนค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น การเมืองของจีนที่อยู่ ๆ ก็มีประกาศเรื่อง “Common Prosperity Policy” หรือนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล ซึ่งกระทบกับหุ้นโดยเฉพาะที่เป็นผู้นำทางธุรกิจไฮเทคที่รัฐบาลเห็นว่ามีอำนาจมากเกินไปและจะผูกขาดและทำกำไรมากเกินไป เป็นต้น

ผมเองเข้าไปลงทุนในเวียตนามก็คิดว่า เวียตนามนั้น “เหมือนไทยมาก” ในเกือบทุกด้าน เหตุผลหนึ่งก็คือ เป็นประเทศในเขตศูนย์สูตรเดียวกันและอยู่ใกล้กันมาก ประชากรก็มีมากกว่า ในส่วนของวัฒนธรรมเองก็มีศาสนาใกล้เคียงกันและต่างก็ไม่ได้เป็นสังคมที่เข้มงวด แม้ว่าจะปกครองด้วยระบบการเมืองต่างกัน แต่การทำงานของ “รัฐ” ก็ไม่ต่างกันมาก และที่สำคัญ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบ “ทุนนิยม” ตอนที่ไปครั้งแรกนั้นผมบอกว่า ไทยนั้น รับอิทธิพลของจีนที่เรียกว่า “Sino-sphere” ประมาณเกือบครึ่งหนึ่ง ในขณะที่เวียตนามนั้นประมาณ 2 ใน 3 หรือมากกว่า ดังนั้น เราน่าจะพอเข้าใจเวียตนามได้ดีพอสมควร

แน่นอนว่าผมรู้จักประเทศไทยดีกว่าเวียตนาม ทำให้ผมเสียเปรียบเมื่อไปลงทุนเลือกหุ้นในเวียตนาม แต่ผมก็คิดว่า ความสามารถในการเลือกหุ้นผมน่าจะดีกว่านักลงทุนเวียตนามซึ่งยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมาก และพวกเขายังไม่ได้มีนักลงทุนแบบ ”VI” มากหรือเก่งพอ พวกเขายังเป็นนักเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่คล้าย ๆ กับตลาดไทยในสมัยก่อนวิกฤติต้มยำกุ้ง ดังนั้น ความเสี่ยงด้านความรู้เกี่ยวกับประเทศและหุ้นเวียตนามของผมจะได้รับการชดเชยด้วยความรู้ในด้านการลงทุนแบบ VI ของผม

ประเด็นที่ 3 ก็คือ ความเสี่ยงด้านข้อมูล การติดตามผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันรวมถึงตัวผู้บริหาร ที่เรามักจะรู้น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นไทย การติดตามข้อมูลรายละเอียดในภาคสนามรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลซุบซิบวงในอย่างที่เรียกว่า “Scuttlebutt” ทำได้ยากถ้าเราไม่ได้อยู่ในประเทศนั้นมากพอ

ในประเทศจีนนั้น เคยมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดแนสแด็กสร้างเรื่องลวงโลกว่าเป็นกิจการไฮเท็คล่อให้เซียน VI ไทยบางคนเข้าไปซื้อหุ้น โดยที่เขาพาไปดูห้องแล็ปและร้านค้าปลอมเพื่อสร้างความมั่นใจด้วย ผลก็คือ การลงทุนที่ดูจากตัวเลขทางบัญชี ซึ่งก็เป็นของปลอมเช่นกัน ด้วยความคาดหวังว่าจะเป็นหุ้นระดับซุปเปอร์ กลายเป็นกิจการที่ล้มละลายและราคาหุ้นเป็นหายนะ

ที่เวียตนามก็เช่นกัน หลายปีก่อน VI ไทยหลายคนก็ถูกหลอกให้เข้าไปลงทุนกิจการขายเครื่องอุปกรณ์การแพทย์ที่

ดูมีอนาคตสดใสและมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าเชื่อถือมาก แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องฉ้อฉลและกิจการก็ล้มละลายหุ้นก็กลายเป็นหายนะ 
 
ส่วนตัวผมเองนั้น ในช่วงแรก ๆ ผมก็ซื้อหุ้นเวียตนามจำนวนมากมายเป็นร้อยตัว จนถึงวันนี้ผมขายไปหมดแล้ว แต่ก็ยังเหลือหุ้นอีก 1 ตัวที่ถูกถอนออกจากตลาดโดยที่ผมไม่ได้ขายเลย เพราะไม่รู้ว่ามันมีปัญหา และก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังถูก Delist ออกจากตลาด และนี่ก็คือ ความเสี่ยงที่เราไม่สามารถติดตามการดำเนินงานของบริษัทได้อย่างใกล้ชิดและรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรในกรณีที่บริษัทกำลังมีปัญหา

เรื่องที่ 4 ก็คือ ภาษีเงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศที่จะต้องเสียในอัตราสูงสุดถึง 30% จากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ในกรณีที่เรานำเงินกลับประเทศไทย ในขณะที่ลงทุนในหุ้นไทย กำไรจากการขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี นั่นทำให้นักลงทุนหุ้นต่างประเทศต่างก็ไม่นำเงินกลับ แต่นั่นทำให้การบริหารเงินและการลงทุนยากขึ้นและขาดความคล่องตัว และนี่ก็คือความเสี่ยงที่หลายคนอาจจะบอกว่า ยังไงเขาก็ไม่นำเงินกลับหรอก

แต่ความเสี่ยงก็ยังไม่หมดไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เก็บภาษีบางคนก็เคยพูดไว้ว่าเขาคิดจะออกเกณฑ์ใหม่ที่ว่า ไม่ว่าคุณจะนำเงินกลับหรือไม่ ทุกครั้งที่คุณขายหุ้นมีกำไรในต่างประเทศ คุณก็จะต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ซึ่งอาจจะสูงถึง 30% ของกำไร และแม้ว่าความคิดนี้ถูกเบรกไว้ แต่อนาคตก็ไม่มีใครรู้ว่าอาจจะเกิดขึ้นได้อีก

ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ ในปัจจุบัน บริษัทหลักทรัพย์และสถาบันการเงินจำนวนมากได้ออกตราสารที่เรียกว่า DR (Depositary Receipt) ที่ทำให้นักลงทุนไทยสามารถซื้อขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ด้วยเงินบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีเวลามีกำไรจากการขายหุ้น ซึ่งก็ทำให้นักลงทุนสนใจและซื้อ-ขาย DR ซึ่งเป็นเหมือน “ตัวแทน” ของหลักทรัพย์แต่ละตัวในต่างประเทศ นี่ก็ทำให้การลงทุนในหุ้นต่างประเทศสะดวก และไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเสียภาษีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ตัว DR นั้น ไม่ใช่หุ้น แต่มันเป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออกให้กับคนถือ DR ว่าคุณเหมือนกับเป็นเจ้าของหุ้นตัวที่กำหนดไว้ส่วนหนึ่ง คุณสามารถจะซื้อหรือขายมันในตลาดหุ้นไทยได้ และราคาที่คุณจะได้ก็จะค่อนข้างสอดคล้องกับราคาหุ้นตัวนั้นที่ซื้อ-ขายอยู่ในตลาดต่างประเทศ แต่ DR ก็ไม่ใช่หุ้นตัวนั้น DR เป็นเหมือนกับสัญญาของบริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR กับคนที่ถือ DR

และนั่นก็คือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์หรือสถาบันการเงินที่ออก DR เกิดปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย ไม่สามารถรับผิดชอบตามสัญญาได้ คนที่ถือ DR ก็จะกลายเป็น “เจ้าหนี้” รายหนึ่งของผู้ออก ไม่สามารถที่จะไปขอหุ้นที่เป็นฐานที่ใช้ออก DR ได้

ซึ่งการเป็นเจ้าหนี้บริษัทที่ล้มละลายโดยไม่มีหลักประกันนั้น ปกติก็มักจะได้รับเงินคืนน้อยมาก กลายเป็นว่า การลงทุนใน DR นั้น จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากตัวหุ้นแม่ของ DR ดังนั้น การลงทุนซื้อ-ขายหุ้นต่างประเทศผ่าน DR นั้น คนลงทุนก็จะต้องดูสถาบันผู้ออกด้วยว่ามีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน

ทั้งหมดนั้นก็เป็นความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นต่างประเทศที่สูงกว่าหรือเพิ่มขึ้นจากการลงทุนในหุ้นไทยที่เราจะต้องตระหนักและต้องพิจารณาหรือประเมินว่ามันคุ้มไหมที่เราจะไปเลือกหุ้นลงทุนในต่างประเทศที่มีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหุ้นไทย

นอกเหนือจากนั้นแล้วเรายังควรที่จะต้องดู “Timing” หรือจังหวะเวลาที่จะเข้าลงทุนในตลาดแต่ละแห่งด้วย เฉพาะอย่างยิ่ง ดูว่าตลาดหุ้นโดยรวมมีราคาถูกแค่ไหน เพราะนั่นคือสิ่งที่จะบอกถึงโอกาสการทำผลตอบแทนที่ดีหรือเหมาะสมได้มากกว่าหรือเท่า ๆ กับการเลือกตลาดที่มีศักภาพสูงในระยะยาวแต่เป็นตลาดหุ้นที่แพงเกินไป



05 มกราคม 2569

มีเทาไม่มีเรา - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ช่วงนี้เป็นเทศกาลหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งในระยะหลัง ๆ นี้ก็จะมีการใช้วลีที่จะดึงดูดคนให้ลงคะแนนให้พรรคของตนเองแทนที่จะลงให้คู่แข่งต่าง ๆ นานา และรอบนี้ก็มีคำว่า “มีเทา ไม่มี
เรา” เพื่อที่จะบอกว่า ถ้าเลือกเรา พรรคเราจะไม่ร่วมกับพรรคที่มีเบื้องหลังที่ไม่โปร่งใส เป็นแนวโกงแม้ว่ายังไม่ได้ถูกจับหรือยังไม่ได้ถูกตัดสินว่าผิดจากผู้รักษากฎหมายและศาล

ในเรื่องของการลงทุนนั้น ผมเองก็มีความคิดแบบนี้อยู่ในใจตลอดเวลาว่า ผมจะไม่ร่วมหรือไม่ซื้อหลักทรัพย์หรือลงทุนอะไรที่ผมคิดว่าไม่โปร่งใสหรือไม่ดีหรือไม่ปลอดภัยหรือไม่เหมาะกับเราเพราะเราไม่เข้าใจว่าจะเลือกอย่างไรถึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีได้
แน่นอนว่าในความเป็นจริง มีข้อยกเว้นเสมอ ในทางการเมือง หลังจากเลือกตั้งเสร็จ พรรคที่ใช้คำว่ามีเทา ไม่มีเรา อาจจะเปลี่ยนใจ เพราะอยากเป็นรัฐบาล ก็จะหาเหตุผลใหม่มาพูดว่าน่าจะร่วมกันได้ ยอมรับได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ มีการตั้ง “เงื่อนไข” และตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย

เช่นเดียวกัน ผมมีหุ้นที่ผมคิดว่าเป็น “สีเทา” คือไม่โปร่งใส หรือมีหลักทรัพย์บางอย่างที่ผมตั้งใจว่าจะไม่เข้าไปยุ่งหรือเข้าไปลงทุนแน่นอนเพราะเหตุผลอะไรก็ตาม แต่บางครั้งก็มีข้อยกเว้นที่ผมเข้าไปทำ อาจจะเพราะอยากทำกำไรที่ “เห็นอยู่ชัด ๆ” ว่าคุ้มค่า และไม่เสี่ยงมาก รวมทั้งในกรณีที่ผมคิดว่าเป็น “สีเทา” นั้น อาจจะ “ไม่เทามาก” หรือผม “คิดไปเอง” เป็นต้น

และต่อไปนี้ก็คือรายการสิ่งที่ผมจะไม่ทำหรือไม่ลงทุน ไม่ใช่เฉพาะเรื่องเทาไม่เทา แต่รวมถึงวิธีการลงทุนและหลักทรัพย์หลาย ๆ อย่างที่ผมหลีกเลี่ยงด้วยเหตุผลที่ว่ามัน ไม่ดี อันตราย มีการเก็งกำไรมากเกินไป และความรู้ไม่พอ เป็นต้น

เรื่องแรกก็คือ “หุ้นสีเทา” หรือหุ้นที่มีการบริหารงานไม่โปร่งใส มีแนวโน้มที่จะโกงผู้ถือหุ้น มีการใช้ “วิศวกรรมการเงิน” เช่น การออกวอแร้นต์ การขายหุ้น PP ให้กับบุคคลโดยมีเหตุผลที่ไม่ชัดเจนและในราคาที่ไม่ยุติธรรม มีการซื้อทรัพย์สินหรือหุ้นบริษัทอื่นแบบไม่มีเหตุผลและมีราคาที่ไม่เหมาะสม มีระบบหรือการลงบัญชีที่ไม่เรียบร้อย และที่สำคัญก็คือ ผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ถูกกล่าวโทษที่ร้ายแรงโดย กลต. เป็นต้น

หุ้นที่ผู้บริหารมีข่าววุ่นวายกับหุ้น เช่น ให้ข่าวเชียร์หุ้นเป็นประจำ ซื้อขายหุ้นตัวเองแทบจะตลอดเวลา สร้างสตอรี่ที่จะขยายงานและเทคโอเวอร์กิจการอื่น ๆ มากมาย เหล่านี้ก็เป็นหุ้นที่ผมจะหลีกเลี่ยง ผมคิดว่าคนที่ทำแบบนั้นมีโอกาสที่เขาจะไม่ซื่อ และใช้สิ่งเหล่านั้นหลอกให้คนเข้ามาซื้อหุ้นเพื่อเขาจะได้รวยและขายหุ้นได้ราคาดีมากกว่าที่จะทำให้บริษัทมีผลงานดีขึ้น

หุ้นที่ไม่ใช่สีเทา แต่ผมมักจะหลีกเลี่ยงไม่ซื้อก็คือ หุ้น IPO ที่นักลงทุนส่วนใหญ่อยากได้มากโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นคึกคัก เหตุผลของผมก็คือ ผมคิดว่าหุ้น IPO ส่วนใหญ่ถูกกำหนดราคาที่สูงเกินไป หรือ “It’s probably overpriced” ซึ่งทำให้ผมไม่จอง ทั้ง ๆ ที่บ่อยครั้งราคาเข้าตลาดวันแรกสูงกว่าราคาจองมาก แต่หลังจากนั้น ราคาก็จะค่อย ๆ ตกลงมาตามพื้นฐานที่แท้จริง
ว่าที่จริง ถ้าดูจากสถิติว่าหุ้น IPO เข้าตลาดวันแรกมักจะมีราคาสูงกว่าราคา IPO มาก นักลงทุนควรจะจองหุ้น IPO ทุกตัวที่ได้รับการจัดสรร และในอดีตเมื่อตอนที่ผมเป็นนักลงทุนรายย่อยนั้น ผมก็จองหุ้น IPO ตลอด แต่ต่อมาเมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้นแล้วและเรามีจิตใจแบบ “VI พันธุ์แท้” ที่ไม่ยอมรับ “การลงทุนแบบเก็งกำไร” แล้ว ผมก็เลิกจองหุ้น IPO ทุกตัว

ผมรู้ว่ามองในด้านผลตอบแทน ผมเสียโอกาสได้เงินแบบง่าย ๆ แต่ผมก็ไม่สนใจ ผมอยากรักษาหลักการว่า เราควรทำกำไรเฉพาะเมื่อเรา “คิดถูก” ในเชิงของ “มูลค่าที่แท้จริง” ไม่ใช่ได้กำไรเพราะ ได้รับการจัดสรรจากโบรกเกอร์หรือบริษัท เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เรามักจะได้รับหุ้นจองน้อยเพราะไม่ได้เทรดหุ้นเยอะ ได้กำไรมาก็ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรอยู่แล้ว

หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมไม่สนใจที่จะลงทุนทั้ง ๆ ที่มีคนแนะนำอยู่บ่อย ๆ ว่าดีและนักลงทุนรายใหญ่หน่อยก็มักสนใจที่จะลงทุนก็คือ หุ้นบริษัทที่ทำ Start up ซึ่งมักจะเป็นบริษัทเอกชนขนาดเล็กที่เกือบทั้งหมดยังไม่มีกำไร รายได้ก็น้อยมาก แต่มีความคาดหวังสูงที่จะโตเร็วเพราะทำธุรกิจที่อาจจะใช้เทคโนโลยีสูงหรือมี Business Model ใหม่ แต่ผมดูว่าเสี่ยงเกินไป ดังนั้น ผมจึงหลีกเลี่ยงและแทบไม่เคยไปดูหรือไปประชุมเวลาที่เขาจะระดมทุนเลย

พวก Venture Capital หรือ Private Capital ที่ทำเป็นกองทุนรวม นำเงินไปลงทุนในกิจการบริษัทเอกชนนอกตลาดหลักทรัพย์ที่โตเร็วและมีศักยภาพจำนวนหลาย ๆ บริษัทเพื่อที่จะกระจายความเสี่ยง และสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 20-25% ในเวลาประมาณ 5-7 หรือ ถึง 10 ปี ผมก็ไม่ลงทุนเลย ผมคิดว่าความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตอบแทนดังกล่าวสูงมาก เพราะบริษัทส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว คนที่ทำต้องหวังว่าจะได้บริษัทที่ดีสุดยอดแบบแจ็คพ็อตซัก 2-3 ตัวจาก 10 ตัวก็พอที่จะชดเชยการขาดทุนได้ทั้งหมดและทำกำไรสูงมากว่าที่จริงผมเคยลงทุนในกิจการหรือบริษัทเหล่านั้นมานานมากแล้ว ทั้งหมดขาดทุนโดยที่แทบไม่ต้องลุ้นเลย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ไม่สนใจลงทุนในบริษัทนอกตลาดอีกเลย เพราะเข้าไปแล้ว มักจะถอนออกไม่ได้เลย รอวันเป็นศูนย์เท่านั้นเองถ้ากิจการไม่สำเร็จ

พันธบัตรรัฐบาลหรือหุ้นกู้บริษัทเอกชนหรือแม้แต่บริษัทมหาชนนั้น ผมก็ไม่เคยลงทุนเลย เพราะทั้งหมดนั้น เมื่อลงทุนแล้วแทบจะขายต่อไม่ได้เลยเพราะสภาพคล่องมีไม่มาก ดังนั้น ผลตอบแทนก็ดูเหมือนจะถูกล็อกเอาไว้แล้วว่า ภายใน 3-7 ปีตามอายุของหุ้นกู้ เราจะได้รับผลตอบแทน เช่น 3-4% แน่นอน ซึ่งดูแล้วน้อยมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นสำหรับผม อย่างไรก็ตาม สำหรับเงินส่วนตัวของภรรยาที่ผมช่วยลงทุนให้นั้น ผมก็เลือกลงทุนในหุ้นกู้ที่มีคุณภาพสูงระดับเรท A ขึ้นไปตลอด ผมคิดว่าหุ้นกู้ไทยที่เรทต่ำกว่านี้มีความเสี่ยงสูงมาก

Cryptocurrencies หรือเงินเหรียญคริปโต เช่น บิตคอยน์นั้น ผมไม่ลงทุนเลย ในความเห็นผมแล้ว ทั้งหมดนั้นไม่ได้มีธุรกิจรองรับ ราคาขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ประเมินหรือคาดการณ์ไม่ได้ จริงอยู่ มันมีโอกาสที่จะกำไรเป็นหลายสิบหรือแม้แต่ร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นไปในเวลาอันสั้น แต่ก็มีโอกาสเท่ากันที่จะตกลงมาเกิน 50% ในเวลาเท่า ๆ กัน ซึ่งผมไม่มีทางที่จะเล่นเลย เพราะเวลาที่ผมลงทุนนั้น ผมมักจะเลือกเล่นเฉพาะในเกมที่ผมมีโอกาสชนะอย่างต่ำ 70-80% ขึ้นไป—ในระยะยาว

ทองคำเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยซื้อลงทุนเลย เหตุผลก็เพราะว่าทองคำไม่มีพื้นฐานที่เป็นธุรกิจ มันไม่เคยมีปันผลให้ มันไม่เคยเติบโต ราคาของมันขึ้นอยู่กับสถานการณ์บางอย่างของโลก เช่น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และสงคราม แต่ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและค่าเงินของประเทศต่าง ๆ และจากประวัติศาสตร์ระยะยาวมากนั้นบอกว่ามันให้ผลตอบแทนประมาณพอ ๆ กับอัตราเงินเฟ้อของโลกที่ประมาณ 3% ต่อปี

ช่วงนี้โลกคงจะปั่นป่วนผิดปกติ ราคาทองคำจึงปรับตัวขึ้นเร็วและสูงมากทำให้นักลงทุนแห่กันเข้ามาเล่นทองกันมากมาย ทำให้ผลตอบแทนของทองคำ แม้มองย้อนหลังไป 20 ปีหรือมากกว่านั้นสูงกว่า 3-4% มาก ว่าที่จริงเฉพาะปี 2568 ราคาทองคำปรับขึ้นไปถึง 70% อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่ามันจะปรับขึ้นต่อในปี 2569 หรือไม่ โอกาสเป็นไปได้มากกว่าที่มันจะปรับตัวลงมาอย่างแรงเพื่อที่จะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวลดลงมาจนเหลือ 3-4% มากกว่า

ดังนั้น ไม่ว่าใครคิดอยากลงทุนในทองคำมากแค่ไหน ผมเองก็จะยังไม่ลงทุนในทองคำต่อไป ผมเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ขึ้นไปสูงมาก ความเสี่ยงที่เราจะเข้าไปลงทุนในตอนนั้นก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย ว่าที่จริง เวลาที่ราคาทองคำขึ้นสูงมากนั้น สั้นมาก แต่เวลาที่ทองคำมีราคาอยู่นิ่ง ๆ นั้น ยาวกว่ามาก และนั่นก็รวมถึงโลหะเงินที่ขึ้นไปแรงและสูงยิ่งกว่าทองคำในเวลาที่สั้นยิ่งกว่า ที่ผมก็จะไม่ซื้อลงทุนเช่นเดียวกัน

นอกจากเรื่องของตัวหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินต่าง ๆ ที่ผมจะไม่ลงทุนแล้ว ในการลงทุนผมจะไม่ใช้เงินกู้หรือมาร์จินในการซื้อหลักทรัพย์ด้วย ผมคิดว่าการลงทุนมีความเสี่ยงที่ราคาของหลักทรัพย์มีความผันผวนสูง และยังมีความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องที่อาจไม่สามารถขายได้ในจำนวนมากเท่าที่ต้องการ ในขณะที่เงินกู้หรือมาร์จินนั้นอาจจะมีเวลาจำกัดและถูกเรียกคืนได้ แถมตลอดเวลาอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย และถ้าเกิดสถานการณ์ดังกล่าวที่หลักทรัพย์ตกลงมาชั่วคราวและเราต้องถูกบังคับขายเพื่อนำเงินมาคืน ก็อาจจะเกิด “หายนะ” ได้

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเห็นว่าโอกาสทำกำไรโดยการกู้เงินหรือใช้มาร์จินซื้อหุ้นตัวหนึ่ง คิดเป็นเงินประมาณ 10% ของพอร์ตในขณะนั้น ผมจึงทำ และก็ทำกำไรได้เพราะราคาหุ้นวิ่งขึ้นตามคาดและผมก็ขายหุ้นไป แต่หลังจากนั้นหุ้นก็ตกกลับลงมาอีก และผมก็คิดว่าผม “โชคดี” ได้เงิน “กินขนมก้อนโต” แต่ในใจก็คิดว่าต่อไปจะไม่ทำอีก เพราะระหว่างที่มี “หนี้” ก้อนนั้น ความกังวลก็เกิดตลอดเวลา ไม่คุ้มเลย และก็บอกตนเองว่าจะไม่กู้เงินลงทุนอีก

สรุปก็คือ สิ่งที่ผมจะไม่ทำในการลงทุนก็คือ ไม่ลงทุนในหุ้นที่มีบรรษัทภิบาลที่ไม่ดี ผู้บริหารไม่น่าไว้วางใจ ไม่ลงทุนในหุ้น IPO ไม่ลงทุนในหุ้นสตาร์ทอับ หรือหุ้นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ลงทุนในหุ้นกู้โดยเฉพาะที่มีเรทติ้งต่ำกว่า A ไม่ลงทุนในเหรียญดิจิทัลเช่น บิตคอยน์ และทองคำ ที่ไม่มีกระแสเงินสด ไม่โต และไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ นอกจากนั้นก็ไม่กู้เงินหรือใช้มาร์จินมาลงทุน ทั้งหมดนั้นก็คงไม่ 100% ในบางเรื่องอาจจะมีข้อยกเว้นได้



01 มกราคม 2569

คัดมาแล้ว! 24 คณะแพทย์ในไทยของรัฐบาลที่แพทยสภารับรองคุณภาพ

ถ้าคุณฝันอยากเป็นหมอและกำลังมองหาคณะแพทยศาสตร์ที่ได้รับการรับรองในประเทศไทย คุณมาถูกที่แล้ว! ในไทยมีคณะแพทยศาสตร์ของรัฐบาลทั้งหมด 24 แห่งที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา แต่ละแห่งมีชื่อเสียงในการผลิตแพทย์ฝีมือดีและมีความรู้ลึกซึ้ง มาร่วมค้นหาว่ามีที่ไหนบ้าง มาติดตามไปด้วยกัน




ที่มา https://www.admissionpremium.com/content/7685

31 ธันวาคม 2568

สรุปการบริจาคเงินและบริจาคเลือดปี 2025


อ่าน EP Intro ที่มาการบริจาคเงินได้ที่ Link

ดูสรุปการบริจาคเงินปีอื่นๆได้ที่ Link

สรุปการบริจาคเงินและบริจาคเลือดปี 2025

  • ปี 2025 บริจาคเลือดไป 3 ครั้ง (ยอดรวมทั้งหมด ​31 ครั้ง)
  • ตั้งแต่ปี 2020 - 2025 บริจาคเงินไปแล้ว 152,000 บาท

  • ปี 2025 บริจาคเงินไป 32,000 บาท


29 ธันวาคม 2568

เข้าใจและทำใจในการลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เวลาลงทุนนั้น ผมมักจะเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในสมัยยุคหินที่ต้องหากินเพื่อเอาตัวรอด ซึ่งวิธีการก็มี 2 แบบนั่นคือ หาของป่า และ/หรือ ล่าสัตว์ การหาของป่านั้น ผลตอบแทนที่ได้รับก็คือพืชผล ซึ่งก็จะมีคุณค่าอาหารที่น้อย หรือให้ผลตอบแทนน้อย แต่ก็จะค่อนข้างปลอดภัย ถ้าเทียบกับการลงทุนก็อาจจะเป็นการลงทุนผ่านกองทุนรวมอิงดัชนี ซึ่งก็มีความเสี่ยงต่ำ แต่ผลตอบแทนก็อาจจะไม่สูงนัก

ส่วนการล่าสัตว์นั้น ผลตอบแทนที่จะได้รับนั้นก็มักจะสูง เพราะเนื้อสัตว์มีคุณค่าทางอาหารที่สูงและ “อร่อย” แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน เพราะแทนที่จะเป็นผู้ “ล่า” ก็อาจจะพลาดท่ากลายเป็นเหยื่อให้สัตว์อื่นแทน ถ้าเปรียบเทียบก็คือ การลงทุนแบบที่เราเลือกหุ้นลงทุนเป็นรายตัวเอง ผลตอบแทนที่เราคาดหวังก็จะต้องสูงกว่าปกติ แต่ความเสี่ยงก็สูงเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งแทนที่จะกำไรมาก ๆ กลายเป็นขาดทุนหมดตัวก็มี

เราเป็นคนหาของป่าหรือเป็นคนเพาะปลูกหรือเป็นนักล่าก็ต้องตัดสินใจเอง ส่วนตัวผมเองนั้น เป็น “นักล่า” มาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ตอนนี้ด้วยอายุที่มากขึ้น ความสามารถในการผจญภัยในป่าที่ห่างไกลออกไปก็ลดลงมาก จึงคิดว่าจะต้องปรับเปลี่ยนเป็นคนหาของป่าหรือเพาะปลูกแทนในบางพื้นที่ นั่นก็คือ ลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีใน “ตลาดหุ้นโลก” แทนที่จะเลือกหุ้นลงทุนเอง

ผมอารัมภบทมายาว แต่หัวข้อหลักที่จะพูดในวันนี้ก็คือ ไม่ว่าจะหากินหรือลงทุนแบบไหน สิ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดปลอดภัยได้ดีขึ้นรวมถึงการที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีนั้น สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ การเข้าใจสิ่งที่เราเผชิญหรือทำอยู่ และการ “ทำใจ” ในภาวะที่ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามคาด

เรื่องแรกที่เราต้องเข้าใจก็คือ การลงทุนไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับการไปปิกนิก คนสมัยยุคหินนั้น ก่อนที่จะเข้าป่าล่าสัตว์คงต้องเรียนรู้ฝึกฝนนานก่อนที่จะกล้าทำ เพราะอันตรายสูงมาก ในป่านั้น อย่าคิดว่าเราจะเก่งกว่าสัตว์อื่นหรือคนอื่นที่ต่างก็ออกไป “ล่าสัตว์” ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์เช่นกัน เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าในตลาดหุ้นนั้น เต็มไปด้วย “เสือ สิงห์ กระทิง แรด” ที่พร้อมจะขย้ำคุณเสมอ พวกเขาอาจจะมาแนะนำหรือชักชวนด้วยกลวิธีร้อยแปด บอกวิธีหรือเชียร์หุ้นให้คุณเข้าไปลงทุนเหมือนกับล่อให้เข้าไปติดกับ แล้วก็อาจจะขย้ำคุณไม่มีชิ้นดี

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องโวยวายถ้าเจ๊งหุ้นที่คุณซื้อตามเขาหรือตามคำแนะนำของเขา เพราะคุณเป็นคนเลือกที่จะเข้าไป “ล่า” ผลตอบแทนเอง แล้วก็พลาดกลายเป็น “เหยื่อ” ตลาดหุ้นมันโหดร้ายนะครับ

เรื่องที่สองก็คือ ตราบใดที่คุณยังอยู่ในป่าหรือในสนาม หรือหากินหรือลงทุนในตลาดหุ้น คุณยังไม่สามารถประกาศความสำเร็จหรือความมั่งคั่งของตนเองได้หรอก เพราะสิ่งที่คุณเห็นในวันหนึ่งนั้น มันอาจจะเป็น “Illusion” หรือ “ภาพลวงตา” สิ่งที่คุณมีอาจจะเป็นมูลค่าหุ้นจำนวนมหาศาลแบบที่เรียกว่า “เหนือจินตนาการ” แต่ผ่านมาซักระยะหนึ่ง มูลค่าทั้งหมดอาจจะหายไปได้ในชั่วข้ามคืน วอเร็น บัฟเฟตต์เองก็เคยพูดว่า ถ้าคุณทนเห็นหุ้นตกลงไป 50% ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรจะอยู่ในตลาดหุ้น

ผมเองอยู่ในตลาดหุ้นไทยมานานแล้ว และก็เห็นคนที่รวยมหาศาลจากตลาดหุ้น พลิกกลับมาจนแทบไม่เหลืออะไรในเวลาไม่นาน ไม่ต้องพูดถึงคนที่รวยหรือรวยมากที่กลับมารวยน้อยหรือไม่รวยแล้วเมื่อเวลาผ่านไปและตลาดเปลี่ยนจากตลาดกระทิงกลายเป็นตลาดหมี ซึ่งทำให้นักลงทุนจำนวนมากพอร์ตหายไป 50% หรือ 70% หรือมากกว่านั้นภายในปีหรือสองปี
เพราะฉะนั้น ก็เตรียมใจไว้บ้างที่เราอาจจะไม่ได้รวยอย่างที่คิดแม้ว่าตัวเลขพอร์ตจะใหญ่โต หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเข้าใจเรื่องของการดูแลความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเข้มงวดและตั้งสมมุติฐานว่า สิ่งที่เลวร้ายมากที่สุดก็อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอเพื่อลดโอกาสในการเกิด “หายนะ”

เรื่องที่ 3 ยีนของมนุษย์ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงเดี๋ยวนี้ก็คือ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความหวังที่เรียกว่า “โลกสวย” มากกว่าที่จะมืดมนและเศร้าหมองมาก เราจะมองเห็นอะไรที่ดีดีมากกว่าที่จะเห็นข้อเสีย เช่นเดียวกับที่เรามักจะเชื่ออะไรที่สดใสมากกว่าสิ่งที่หดหู่

มนุษย์ยุคก่อนที่เห็นสัตว์เนื้อตัวโตก็มักจะ “โลภ” และทุ่มสุดตัวเข้าไปล่าโดยอาจจะลืมอันตรายที่มองไม่เห็นเช่น เสืออีก 2-3 ตัวที่กำลังจ้องมองสัตว์ตัวนั้นเหมือนกัน ผลก็คือ คน ๆ นั้นกลายเป็นเหยื่อของเสือเพราะตนเองมองแต่ลาภก้อนโต ไม่ได้เห็นอันตรายที่อยู่ข้าง ๆ

อุทาหรณ์ก็คือ ลงทุนในตลาดหุ้น “อย่าโลภ” เกินไป อย่าเล่น “All In” หรือหุ้นตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมด แถมบางทีใช้มาร์จินเต็มที่เพราะหวังรวยแบบ “หลาย ๆ เด้ง” แล้วคิดว่าจะต้องสำเร็จ อาจจะเพราะมั่นใจในตัวหุ้นมากเกินไป แต่การทำแบบนั้น วันหนึ่งก็อาจจะพลาดและทำให้เสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถฟื้นกลับขึ้นมาได้

และนั่นก็นำมาสู่ “ความกลัว” ที่ก็อยู่ในยีนมนุษย์เช่นเดียวกัน เราต้องเข้าใจว่า เวลาที่หุ้นตกมาก ๆ นั้น คนจะกลัวกันมากและถอนตัวออกจากตลาดไปเลย ทั้ง ๆ ที่ นั่นเป็นเวลาที่ความเสี่ยงในการลงทุนลดลงมาก อันตรายที่หุ้นจะตกต่อมันลดลงแล้วโดยเฉพาะในหุ้นของกิจการที่ดีหรือดีเยี่ยม นี่ก็เป็นคำคมคลาสสิกของบัฟเฟตต์ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว”

เรื่องที่ 4 ก็คือ ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนคุณจะต้อง “ไม่ลำเอียง” และต้องรู้ว่าทุกคนต่างก็มีแนวโน้มที่จะลำเอียงรวมถึงตัวคุณเอง เรามีแนวโน้มที่จะเข้าข้างอะไรที่เป็น “ตัวกู-ของกู” อย่างที่ท่านพุทธทาส พระภิกษุนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้
ตัวอย่างเช่น อย่ามองหุ้นที่ตนเองถืออยู่นั้น ดีเกินไปหรือดีกว่าหุ้นตัวอื่นที่เป็นคู่แข่งกันในธุรกิจ หรือบริษัทเรามีสินค้าที่สุดยอดกว่าหรือเติบโตดีกว่า หรือสินค้าของเราเป็นที่นิยมในต่างประเทศ “คนจีนชอบมาก” หรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทนั้นกำลังเป็น “เมกาเทรนด์” และเราจะเป็นผู้นำ และไม่ว่าจะมี “เสียงค้าน” จากคนอื่น เราก็จะไม่ฟังหรือไม่เชื่อ เพราะนี่คือ “หุ้นกู-ของกู”

เรายังคิดว่าเรา “รู้ดี” กว่าคนอื่น ในเรื่องที่เราศึกษามา เรารู้เรื่องของเทคโนโลยี เรื่อง AI รู้ว่าบริษัทไหนโดดเด่นทางด้านไหนและจะเป็น “ผู้ชนะ” และดังนั้นเราจึงเลือกลงทุนในหุ้นตัวนั้น แต่สุดท้ายเราคิดถูกต้องหรือเปล่า? เราเคยประเมินไหมว่าเราคิดถูกกี่เปอร์เซ็นต์ และคิดผิดกี่เปอร์เซ็นต์? แล้วโดยรวมแล้วเรากำไรหรือขาดทุนมากน้อยแค่ไหน—ในระยะยาว

ความลำเอียงนั้น ไม่ใช้เฉพาะที่เป็น ตัวกู-ของกู แต่รวมไปถึง “พวกเรา-ของเรา” “ประเทศไทย-ของไทย” เวลาจะวิเคราะห์อะไรเราก็จะมีความโน้มเอียงไปในทาง “เข้าข้าง” สิ่งที่เป็นของเราหรืออยู่ฝ่ายเรา เช่น เราดีกว่า เราเก่งกว่า เราสวยกว่า เราน่าเที่ยวกว่า สินค้าบริการของเราเหนือกว่าคู่แข่งจากประเทศอื่น ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลาง” คนไทยให้บริการดีกว่า เราจะเป็น “ฮับทางด้านสุขภาพ” ที่เหนือกว่าประเทศอื่น เป็นต้น เพราะเราก็ “ลำเอียง” ที่มักจะฟังเฉพาะเสียง “ชื่นชม” จากชาวต่างประเทศโดยไม่สนใจที่จะไปหาคนที่เขาไม่ชอบหรือนิ่งเฉยซึ่งมีมากกว่า เป็นเรื่องยากที่จะไม่ลำเอียงครับ แต่ก็ต้องพยายามถ้ารักจะเป็นนักลงทุนหรือนักเลือกหุ้น

เรื่องที่ 5 จะเป็นเรื่องของ “การทำใจ” หรือปรับใจให้เป็นนักลงทุนที่ดีโดยพื้นฐานในความเห็นของผม
5.1 ใจเย็น นี่ก็เป็นเรื่องที่ต้องหักห้ามใจ เพราะยีนของเราเป็นคนใจร้อน โดยเฉพาะเวลาเกิดเหตุการณ์ที่เราหรือสังคมคิดว่ามันจะเป็นวิกฤติหรือเป็นเรื่องรุนแรง ใจเย็น ๆ แล้วค่อยพินิจพิจารณา เช่น คิดว่ามันจะเกิดขึ้นไหมและรุนแรงแค่ไหน และถ้าเกิดผลกระทบจะเป็นอย่างไร ถ้าจะให้ดีก็ควรดู “ประวัติศาสตร์” ประกอบด้วย

5.2 อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะเรามักจะชอบเปรียบกับคนที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าเพราะต้องการเอาชนะเขา ซึ่งก็มักจะเป็นเรื่องยาก เพราะเมื่อเราทำได้ เราก็จะไปเปรียบกับคนใหม่ที่อาจจะยากยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว เราคงหาความสุขได้ยาก ดังนั้น อย่าไป “อิจฉา” ใครเลยคือสิ่งที่ดีที่สุดและจะทำให้เราลงทุนอย่างสบายใจและพอใจกับผลตอบแทนที่ตนได้รับ
ผมเคยฟังคนระดับ “เจ้าสัว” ของไทยคนหนึ่งที่พูดนานมาแล้วว่า “ต่อให้คุณรวยแค่ไหน ก็จะมีคนที่รวยกว่าคุณเสมอ” และคุณจะรวยที่สุดได้ไม่นานหรอก ลองดูรายชื่อมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลกดูก็ได้ เปลี่ยนไปเร็วแค่ไหน

5.3 ในชีวิตคนนั้น ไม่มีใครทำได้ดีทุกปี มีปีที่ดีมาก ดี ธรรมดา ไม่ดี และแย่ หรือแย่มาก เราต้องยอมรับและอยู่กับมันอย่างสงบและสมถะ สิ่งที่ต้องระมัดระวังและป้องกันอย่างเต็มที่ก็คือ ต้องหลีกเลี่ยง “หายนะ” ให้ได้ โดยเฉพาะหายนะที่ “ทำลายชีวิต” การลงทุนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็เกิดขึ้นได้ไม่น้อย เพราะชีวิตเรายืนยาว แต่หายนะมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยมาก เราต้องอยู่ห่างจากมัน สำหรับผมแล้ว จะต้องไม่มีคำว่า “จำนองบ้านมาลงทุน” ในทุกกรณี

สรุปของหัวข้อนี้ก็คือ นักลงทุนควรเป็นคน “สมถะ” ไม่ว่าจะมีพอร์ตใหญ่แค่ไหน และก็ต้องสามารถทำใจได้ว่าปีนี้เราอาจจะ “แพ้ทุกด้าน” ทำอะไรหรือลงทุนตรงไหนก็ไม่สำเร็จ ว่าที่จริงเราก็มีประวัติศาสตร์หลายกรณีที่ “VI ระดับโลก” บางคน เลิกลงทุนไปเลย เพราะเคยมีผลงานยอดเยี่ยม เสร็จแล้วมาเจอกับสถานการณ์ที่ตนเองทำอะไรก็ไม่สำเร็จแม้ว่าจะใช้หลักการแบบ VI ที่ทำมาตลอดชีวิต

VI ที่แท้จริงนั้น ไม่โม้โอ้อวด เซียนระดับโลกแทบทุกคนเป็นคน “สมถะ” รวมถึงการใช้ชีวิต จอร์จ โซรอส เองนั้น แม้ไม่ใช่ VI แต่ก็เคยพูดว่า “You are not invincible” ทุกคนตายได้เสมอ ไม่มีใครเป็นอมตะ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน




23 ธันวาคม 2568

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างน่าสนใจเนื่องจาก

1. สามารถลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งฐานภาษีสูง ยิ่งได้เงินคืนเยอะ

2. ได้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อเทียบกับฝากธนาคาร

3. เป็นการเก็บออมเงิน

4. ความเสี่ยงต่ำ

และประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ แบบ 10/1 นั้น ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากจ่ายเบี้ยแค่ครั้งเดียวจบ ทำให้ไม่เป็นภาระผูกพันนานหลายปี 



ประกันออมทรัพย์ ประกันสะสมทรัพย์ ลดหย่อนภาษี 10/1 ผลตอบแทน IRR สูง

อาคเนย์ประกันชีวิต ดี-ซูพรีม เซฟวิ่ง 10/1 
ผลตอบแทน IRR: 2.30%

Phillip Life แม็กซ์ เท็น วัน 10/1 เอ็กซ์ตร้า
ผลตอบแทน IRR: 2.24%

Rabbit Life Hero 10/1


TIPlife Smart Saving 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.91%

ประกันสะสมทรัพย์ ออนไลน์ บีแอลเอ สมาร์ทเซฟวิ่ง 10/1
ผลตอบแทน IRR: 1.75%

22 ธันวาคม 2568

สังคมสูงอายุกับ GDP และตลาดหุ้น โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เรื่องของประเทศที่คนกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วนั้น ผมคิดว่าเราควรที่จะต้องศึกษาว่ามันจะกระทบกับเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแค่ไหน เพราะอนาคตนับจากนี้ เราจะพบกับปรากฏการณ์นี้มากขึ้นในประเทศต่าง ๆ ที่บางทีเราก็อาจจะลงทุนอยู่ด้วย ซึ่งก็แน่นอน รวมถึงประเทศไทยที่เราต่างก็รู้ว่าคนกำลังแก่ตัวลงด้วยอัตราเร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อานิสงค์จากการที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากต่างก็ไม่อยากมีลูก ซึ่งทำให้อายุเฉลี่ยคนไทยเพิ่มขึ้นเร็วแบบก้าวกระโดด

การศึกษาของผมจะเป็นแบบที่ทำเป็นประจำนั่นก็คือ เป็นแบบ “ประมาณ” โดยอาศัยตัวเลขผสมกับการใช้ความคิดที่เป็นตรรกะและจากประสบการณ์ ไม่ได้ถูกต้อง 100% และก็ไม่ได้ถูกต้องตามวิชาการทางสถิติที่นักวิชาการจะต้องทำ และสำหรับเรื่องที่จะกล่าวถึงนี้ ผมก็จะใช้ข้อมูลประมาณ 15 ประเทศที่เราคุ้นเคยกันดี โดยจะดูถึง 1) อัตรา “ความแก่” ของคน 2) อัตราการเติบโตของ GDP และ 3) อัตราการเติบโตของดัชนีตลาดหุ้นของประเทศ เป็นข้อมูลหลัก

เริ่มตั้งแต่อัตราการแก่ของประชากร ตัวเลขก็คือ สัดส่วนคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปต่อจำนวนประชากรทั้งหมดในปัจจุบัน ซึ่งประเทศที่มีอัตราสูงที่สุดอย่างญี่ปุ่นก็คือ ประมาณ 29.8% และประเทศที่ต่ำที่สุดในการศึกษานี้ก็คือ มาเลเซีย ที่มีอัตราแค่ 7.2%
การเติบโตของ GDP นั้น ผมมองย้อนหลังไป 10 ปี ว่ามีอัตราเฉลี่ยปีละกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะดูว่าสังคมสูงอายุมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นนั้น ผมจะดูย้อนหลัง 10 ปี ว่าให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันผมก็จะดูเพิ่มเติมด้วยว่า ดัชนีตลาดหุ้นที่เห็นในปัจจุบันนั้น มีแนวโน้มกำลังโตขึ้นหรือถดถอยลง โดยการดูผลตอบแทนย้อนหลัง 20 ปี ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี ก็จะสามารถบอกได้ เหตุผลที่ผมต้องทำแบบนี้ก็เพราะว่า การแก่ตัวของคนนั้นใช้เวลายาวนานมาก และผมก็อยากจะรู้ว่า ถ้าสังคมแก่ตัวลงถึงจุดหนึ่งแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นจะลดลงจนถึง “พื้น” หรือเปล่า และหลังจากนั้น ดัชนีตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นได้เหมือนอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไหม

เริ่มที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ถือว่าเป็นประเทศพัฒนา “สูงสุด” แล้ว ด้วยอัตราความแก่ที่เกือบ 30% ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือปีละ 0.9% ผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมากลับดู “น่าทึ่ง” ที่ 8.6% ต่อปีแบบทบต้น แต่ถ้าดูย้อนหลัง 20 ปีกลับพบว่าผลตอบแทนของดัชนีอยู่ที่เพียง 5% นั่นแปลว่าในช่วง 10 ปีหลังนี้ ดัชนีตลาดหุ้นญี่ปุ่นดีขึ้นมาก โตปีละน่าจะเกิน 10% แบบทบต้น กลายเป็นตลาดหุ้นดาราแม้ว่าสังคมเต็มไปด้วยคนแก่ และนั่นก็น่าจะเป็นอานิสงค์จากการปฏิรูปประเทศของนายชินโสะ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นที่ผมเคยพูดถึงมาหลายครั้งแล้ว

ประเทศที่มีอัตราการแก่ตัวสูงรองลงมาส่วนมากจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เริ่มตั้งแต่อิตาลีที่มีคนอายุเกิน 65 ปีที่ 24.6% ของประชากรทั้งประเทศ และ GDP เติบโตขึ้นแค่ปีละ 0.6% โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นปีละ 4.8% แบบทบต้นซึ่งก็ไม่เลวนักเพราะเมื่อรวมกับปันผลอาจจะได้เกือบ 7% ต่อปี และนี่ก็เป็นกรณีคล้าย ๆ ญี่ปุ่นที่ดัชนีตลาดหุ้นดีขึ้นจาก 10 ปีก่อนหน้านั้น เพราะดัชนีหุ้นย้อนหลัง 20 ปี อยู่ที่เพียง 2.3% ต่อปี

ประเทศที่พัฒนาแล้วอีก 2 ประเทศคือเยอรมันและฝรั่งเศสต่างก็มีเส้นทางคล้าย ๆ กับญี่ปุ่นที่แม้ว่า GDP เติบโตแค่ปีละ 0.9-1.0% แต่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นในรอบ 10 ปีอย่างโดดเด่น โดยที่เยอรมัน ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นถึงปีละ 9.3% และอยู่ในช่วงขาขี้น ส่วนฝรั่งเศสอยู่ที่ 5.6% และตลาดหุ้นอยู่ในช่วงฟื้นตัวเช่นเดียวกัน

เสปน เกาหลี อังกฤษ ต้องถือว่าสังคมแก่ตัวสูงแม้จะยังไม่เท่าประเทศที่กล่าวมาแต่ก็มีคนสูงอายุ (เกิน 65 ปี)ประมาณ 19-21% ของประชากร การเติบโตของ GDP ยังสูงกว่าคือโตในระดับ 1.5-2% ต่อปีโดยเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนจากดัชนีตลาดหุ้นทั้ง 3 ประเทศค่อนข้างเลวร้าย คือ ทบต้นปีละ 1.2% 2.3% และ 2.3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่นี่เป็นช่วงขาลงของหุ้น เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นดีกว่านี้ โดยเฉพาะของเกาหลีที่โตขึ้นปีละ 6% แบบทบต้นในรอบ 20 ปี

ประเทศพัฒนาแล้วที่ “ยังไม่แก่มาก” คือ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ที่มีอัตราส่วนคนแก่ต่อประชากรที่ 17.9% 17.7% และ15.5% ตามลำดับ มีอัตราการเติบโตของ GDP โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 2.1% 2.2% และ2.5% ตามลำดับ ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศที่สังคมคนแก่จัด

แต่ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นเองนั้น มีความแตกต่างเป็นพิเศษก็คือ กรณีของตลาดสหรัฐให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศ คือย้อนหลัง 10 ปีให้ผลตอบแทนทบต้นถึงปีละ11.2% และเป็นการปรับตัวขึ้นจาก 10 ปีก่อนหน้านั้นที่ผลตอบแทนทบต้นย้อนหลัง 20 ปีอยู่ที่เพียง 9.8% ซึ่งนั่นทำให้ผมสรุปว่า สังคมอเมริกาอาจจะยังไม่เคยมีปัญหาจากเรื่องคนสูงอายุเลย อานิสงค์จากการที่มีผู้อพยพเข้าไปมากและเป็นคนที่มีคุณภาพสูง

กรณีของออสเตรเลีย ดัชนีตลาดเพิ่มขึ้นปีละ 3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาและยังเป็น “ขาลง” ของดัชนี เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ดัชนีโตปีละ 4% โดยเฉลี่ยแบบทบต้น และก็เป็นขาลงเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่มากนัก

ประเทศกำลังพัฒนาที่ผมเลือกมาศึกษานั้น รวมถึงไทย เวียตนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียโดยที่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีอาการของคนสูงอายุ คือมีคนที่อายุเกิน 65 ปี ที่ประมาณ 15.4% พอ ๆ กับสิงคโปร์

และดังนั้น การเจริญเติบโตของ GDP ของไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาจึงอยู่ที่ 2.8% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาทุกประเทศ ดัชนีตลาดหุ้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนติดลบที่ 0.9% แบบทบต้น หรือเรียกว่า “ทศวรรษที่หายไป” และก็ยังเป็นช่วง “ขาลง” ของดัชนี เพราะในระยะ 20 ปีย้อนหลังนั้น ดัชนีตลาดหุ้นก็ยังให้ผลตอบแทนที่ 3.5%

เวียตนามนั้นต้องถือว่าไม่ได้เป็นสังคมคนสูงอายุ เพราะคนอายุ 65 ปีขึ้นไปนั้นมีเพียง 8-9% ของประชากรทั้งหมด และนั่นอาจจะทำให้ GDP ของเวียตนามในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเติบโต “สูงที่สุด” ที่ 8-9% ต่อปีโดยเฉลี่ย ดัชนีตลาดหุ้นเองก็เพิ่มขึ้นปีละ 7.2 % แบบทบต้นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และแม้ว่าจะต่ำกว่าช่วงก่อนหน้านั้นที่เคยเติบโตถึงปีละ 12-14% แบบทบต้นในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่น่าจะเป็น “ขาลง” ของตลาดหุ้นเวียตนาม เพราะตลาดหุ้นเวียตนามเองนั้นก็เพิ่งเปิดมาได้เพียง 25 ปี

ประเทศอินโดนีเซียนั้นต้องถือว่าคนยังมีอายุน้อย คนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปมีเพียงครึ่งหนึ่งของไทยที่ประมาณ 7-8% ดังนั้น การเติบโตของ GDP จึงอยู่ในระดับสูงที่ 4.7% โดยเฉลี่ยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นเติบโต 4.6% ต่อปีแบบทบต้น ซึ่งก็ไม่ได้โดดเด่นนักและก็ยังเป็นช่วง “ขาลง” เพราะผลตอบแทน 20 ปีย้อนหลังเคยทำได้ถึงปีละ 9% แบบทบต้น

มาเลเซียนั้น คงต้องถือว่าคนยังหนุ่มสาว แต่รายได้ของประชากรก็ค่อนข้างสูง ดังนั้น การเติบโตของ GDP จึงโตไม่ได้มากเท่าประเทศอย่างอินโดนีเซีย คือโตเพียง 3.5% ต่อปีในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่ในส่วนของตลาดหุ้นกลับเลวร้ายมาก คือติดลบประมาณ 0.7% แย่พอ ๆ กับตลาดหุ้นไทย และเป็นการตกลงมาในช่วง “ขาลง” ด้วย เพราะผลตอบแทน 20 ปีย้อนหลัง ดัชนีตลาดหุ้นมาเลเซียก็ยังเติบโตทบต้นที่ปีละ 2.8%

ข้อสรุปของผมจากข้อมูลของหลาย ๆ ประเทศก็คือ ข้อแรก ค่อนข้างชัดเจนว่า GDP ของประเทศที่คนแก่ตัวลงนั้น จะเติบโตช้าลง ยิ่งสูงอายุมากเท่าไร GDP ก็จะลดลงเท่านั้น และเหตุผลก็คงตรงไปตรงมาในแง่ที่ว่า ถ้าจำนวนคนรุ่นใหม่ที่จะเข้าสู่แรงงานน้อยลงในขณะที่คนรุ่นเก่าก็เกษียณหรือตายไป จำนวนคนทำงานก็น้อยลง ดังนั้น การผลิตและรายได้ของทั้งประเทศก็ลดลง ส่งผลให้ GDP ลดลง

นอกจากนั้น คนสูงอายุเองก็มักจะมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และมักจะไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่จะทำให้สามารถขายผลิตภัณฑ์ที่มีราคาสูงขึ้น พูดง่าย ๆ ผลิตภาพหรือ Productivity ของแรงงานเพิ่มขึ้นน้อยหรืออาจจะไม่เพิ่มเลย ดังนั้น GDP จึงเพิ่มขึ้นน้อยมาก แค่เพียงปีละ 1% ก็ยังทำไม่ได้ในกรณีของสังคมที่แก่ตัวลงอย่างมากอย่างญี่ปุ่น อิตาลี เยอรมันและฝรั่งเศส
หรือในกรณีของไทยที่แม้ว่าประเทศยังไม่รวยหรือยังไม่พัฒนา แต่การเติบโตของ GDP ก็ต่ำมาก และอยู่ที่แค่ประมาณ 2% ต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นที่ประชากรยังหนุ่มสาวที่มักจะเติบโตอย่างน้อยก็ปีละประมาณ 4% ขึ้นไป

ในส่วนของดัชนีตลาดหุ้นนั้น การที่เป็นสังคมผู้สูงอายุดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ตลาดหุ้นจะต้องตกต่ำไม่ไปไหนเหมือนเรื่องของ GDP ตลอดไป เป็นไปได้ว่าในช่วงแรก ๆ ที่สังคมเข้าเขตที่จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ เช่น ใน 10 ปีแรก ดัชนีตลาดหุ้นจะตกลงมาอย่างต่อเนื่อง อาจจะเพราะ GDP กำลังโตช้าลงเรื่อย ๆ

แต่เมื่อ GDP ตกลงมาจนถึงจุดต่ำสุดและเริ่มหยุดตกแล้ว อาจอยู่ที่การโตปีละไม่เกิน 1% โดยที่อาจจะเกิดจากการบริหารงานของรัฐบาลที่ถูกต้องเหมาะสม และนั่นอาจจะนำมาสู่การฟื้นตัวของตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานในระดับที่พอใช้ได้ หรือแม้แต่ดีมากเลยก็ได้อย่างกรณีของตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเยอรมัน เป็นต้น

คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ทำให้ผมนึกถึงประเทศไทยและตลาดหุ้นไทยที่ย่ำแย่มาครบ 10 ปีแล้ว ก็ได้แต่หวังว่า เราจะเปลี่ยนทิศทางได้ไหม ทั้งในด้านของ GDP ที่จะไม่ให้ตกต่ำลงไปอีก และตลาดหุ้นที่ควรจะต้องปรับตัวกลับเป็น “ขาขึ้น” ในอีก 10 ปีข้างหน้า