30 มีนาคม 2569

ตำนานนักลงทุน กลยุทธ์ ความรุ่งโรจน์และร่วงโรย โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล้ว จำนวนไม่น้อยได้หายไปจากวงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอายุ หลายคนตายไปแล้ว หลายคนผลงานตกลงไปจน “หมดสภาพ” อย่างไรก็ตาม ความเป็น “ตำนาน” ก็ยังคงอยู่ เหตุผลเพราะ “ความรุ่งโรจน์” ที่พวกเขาได้ทำไว้นั้น ฝังอยู่ในใจของสังคมนักลงทุนอย่างน่าประทับใจ หรือไม่ก็เพราะกลยุทธ์หรือหลักการที่พวกเขาใช้นั้น มีความเป็น “ต้นแบบใหม่” ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและเป็นหลักการที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ทำให้บางคนกลายเป็น “บิดา” ของการลงทุนบางอย่างสำหรับบางคนที่สนใจการลงทุนแบบนั้น

วันนี้เรามารวบรวม “ตำนานนักลงทุน” ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ “บทเรียน” ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ “ชาญฉลาด” เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่งเกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี

คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ

เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น “ตำนานของนักเก็งกำไร” สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ “โมเมนตัม” ของหุ้น สิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ “จับกระแส” ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงมากก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี

คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ “เจ๊ง” จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่งทั้ง 2 เล่มกลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้

หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว

คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น “ศิษย์เอก” ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในช่วงเวลาหลายปี

กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้าย ๆ กับเป็น “เจ้าของ” และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลงมาจนอยู่ในระดับปกติพอ ๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้ นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง

คนที่ 4 คือฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้าย ๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน “ภาคสนาม” เรียกว่า “Scuttlebutt” ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ “หุ้นโมโตโรร่า” ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก

กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ “บิดา” แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต

คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ “เซียน” ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน” ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี

หรือ “Index Fund” กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป

ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอ ๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง “เซียน” ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่นแทบทั้งหมด

คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น “ตำนาน” นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งเป็น “ตัวเลขเชิงปริมาณ” ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร

กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมาโดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น “การปฏิวัติการลงทุน” อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้

คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมากตอนที่ “ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ” ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า “ปล้นแบ้งค์ชาติไทย” ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลาย ๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ “Macro Investing” หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ “เข้าโจมตี” ทำกำไรมากมาย

กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี “Reflexibility” ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ “Family Office” และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป

คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุนที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น “คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน” ที่ “เหนือกว่ามืออาชีพ” ชื่อ “One Up on Wall Street” และ “Beating the Street”

กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า “GARP” หรือ “Growth at a Reasonable Price” โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น

ปีเตอร์ ลินช์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา “Burnout” หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่

คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัวต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม “Principles” พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไปเป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่

ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง “Bridgewater” ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยงโดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ นี้

คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรก ๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ “ VI” และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุนที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก



From Settrade.com

18 มีนาคม 2569

[อัปเดต 2026] รวม 5 บัญชี e-Saving ดอกเบี้ยสูง 2%++ ฝากที่ไหนคุ้มสุด ไม่โดนหักภาษี?

ในปี 2026 ที่เทคโนโลยีการเงินก้าวไปไกล การปล่อยเงินแช่ไว้ในบัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุด (Passbook) ที่ให้ดอกเบี้ยเพียง 0.25% อาจเป็นการเสียโอกาสอย่างมากครับ ปัจจุบันธนาคารต่างๆ หันมาแข่งขันกันบนแอปพลิเคชันผ่านบัญชี e-Savingหรือออมทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2% - 3% โดยที่เรายังสามารถถอนเงินมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

วันนี้ Piggyman007 คัดมาให้แล้วกับ 5 บัญชีตัวท็อปที่ดอกเบี้ยแรงที่สุดในตลาด พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขแบบเน้นๆ ครับ



1. บัญชี Dime! Save – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)

ถือเป็นขวัญใจมหาชนที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดในตลาดสำหรับเงินออมก้อนแรก โดยเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเก็บเงินผ่านแอป Dime!
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 3.00% ต่อปี
  • เงื่อนไข:
    • รับดอกเบี้ย 3.00% สำหรับเงินฝากส่วนที่ไม่เกิน 10,000 บาทแรก
    • ส่วนที่เกิน 10,000 - 500,000 บาท รับดอกเบี้ย 1.20%
    • จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง (มิถุนายน และ ธันวาคม)
  • URL: https://dime.co.th/th/save



2. บัญชี LHB You Max Digital Savings – ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)

บัญชีที่สายออมเงินก้อนใหญ่ต้องมี เพราะให้ดอกเบี้ยสูงและเพดานเงินฝากกว้างมากเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.15% ต่อปี (สำหรับเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท)
  • เงื่อนไข:
    • ต้องเปิดบัญชีผ่านแอป LHB You เท่านั้น
    • รับดอกเบี้ย 2.15% ตั้งแต่บาทแรกจนถึง 1,000,000 บาท
    • หากมียอดเงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติของธนาคาร
  • URL: https://www.lhbank.co.th/th/personal/lhb-you-digital-saving/



3. บัญชี Grow Savings – แอป Kept by krungsri

บัญชีที่เน้นการสร้างวินัยการออมด้วยระบบ "กระปุก" แยกเงินก้อนมาชิงดอกเบี้ยสูง
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.22% ต่อปี (ตามระยะเวลาที่ฝาก)
  • เงื่อนไข:
    • เป็นดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ยิ่งฝากนานยิ่งได้สูง (เดือนที่ 19-24 รับ 2.22%)
    • ถอนได้ทุกเมื่อโดยไม่เสียสิทธิเรื่องดอกเบี้ยในเงินก้อนที่เหลือ
    • คำนวณดอกเบี้ยทุกวันและจ่ายให้ทุกวันที่ 28 ของเดือน
  • URL: https://www.keptbykrungsri.com/grow-savings



4. บัญชี Chill-D Savings – ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai)

บัญชีสำหรับคนชอบเห็นเงินงอกเงยทุกเดือน เพราะจุดเด่นคือการจ่ายดอกเบี้ยที่ไวทันใจ



5. บัญชี KKP SAVVY – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (แอป KKP Better)

บัญชีดิจิทัลที่ยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับคนที่มีเงินเย็นก้อนโตและอยากได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ
  • ดอกเบี้ย: สูงสุด 1.60% ต่อปี (รับโบนัสเพิ่มตามระยะเวลา)
  • เงื่อนไข: 
    • ดอกเบี้ยพื้นฐานประมาณ 1.50% และรับเพิ่มอีก 0.10% หากมียอดฝากคงที่ตามระยะเวลา (Better Bonus)
    • รองรับวงเงินสูงถึง 5,000,000 บาท
  • URL: https://kkpbetter.kkpfg.com/th/savings/savings-account/kkp-savvy



ทริคเด็ด: ฝากอย่างไรไม่ให้เสียภาษี?

ตามกฎของกรมสรรพากร หากคุณได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี คุณจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%

วิธีแก้: หากคุณออมเงินในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 2.0% ควรมีเงินฝากรวมทุกบัญชีไม่เกิน 1,000,000 บาท เพื่อรักษาผลประโยชน์เรื่องภาษีครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินของเพื่อนๆ ในปี 2026 นะครับ ใครสนใจเจ้าไหน อย่าลืมคลิกไปดูรายละเอียดและเริ่มออมกันตั้งแต่วันนี้เลย!


16 มีนาคม 2569

รู้จัก Fund Flow รู้จักตลาดหุ้นไทย - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เมื่อเร็ว ๆ นี้ตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการถือหุ้นในลาดหลักทรัพย์ของชาวต่างประเทศว่า ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นรวมสูงเพิ่มขึ้นมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนขึ้นมาถึงจุดสูงสุดใหม่ที่ 5.61ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดในตลาดเมื่อปลายปีที่แล้ว และพอถึงสิ้นเดือนมกราคมปีนี้คือปี 2569 เพียง 1 เดือน มูลค่าหรือ Market Cap. ที่ถือโดยชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น 6.11 ล้านล้านบาท

บทความยังบอกด้วยว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นถึง 10.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นประมาณ 52.8% ของปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขระดับเกิน 50% นี้ก็เป็นมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทการครอบงำของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย และปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 1.83 เท่าของการถือหุ้นเฉลี่ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อ-ขายหุ้นในตลาดที่ทำให้สภาพคล่องของหุ้นไทยสูงมาก

ผมอ่านจบแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่านักลงทุนต่างชาติกำลัง “กลับมา” เพราะในบทความยังมีอีกย่อหน้าหนึ่งที่บอกว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิไป 1.07 แสนล้านบาทเพื่อ “ทำกำไรระยะสั้น” เพราะตัวเลขปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ต่างชาติก็ซื้อสุทธิไปถึง 54,471 ล้านบาท ซึ่งทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากระดับ “ดีที่สุดในโลก” ในช่วงเดือนนั้น

พออ่านจบ แน่นอนว่าผมยังไม่เชื่อ ผมเป็นคนขี้สงสัย เพราะความเชื่อของผมตลอดมาก็คือ ในช่วงน่าจะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิปีหนึ่งเฉลี่ยในระดับแสนล้านบาท รวม ๆ แล้วน่าจะขายหุ้นไทยทิ้ง 1 ล้านล้านบาทแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ขายทิ้งอย่างหนัก คือปี 2568 ประมาณ -1.07 แสนล้านบาท ปี 2567 -2.2 แสนล้านบาท และปี 2566 ขาย -2.4 แสนล้านบาท ซึ่งก็มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาติดต่อกัน 3 ปี

แล้วทำไมบอกว่าช่วง 3-4 ปีมานี้ชาวต่างชาติถือหุ้นไทยเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 35.7% ตอนสิ้นปี และสิ้นเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นไปอีกมาก? “ฝรั่ง” กลับมาตอนไหน? ไหนว่าฝรั่งหนีจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถดถอยลงอย่างถาวรเพราะคนไทยแก่ตัว ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจสังคมแก้ไขไม่ได้ ทำไมนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้น?

คำตอบของผมก็คือ ที่ต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ ไม่ได้ถือเพิ่มเพราะเขามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มหรอกครับ เขาขายมาตลอดและขายมากด้วย แต่ที่เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นนั้นน่าจะมาจากการที่หุ้นบางตัวที่ต่างชาติถืออยู่มากมีราคาเพิ่มขึ้นมากแบบมโหฬาร ตัวหนึ่งก็คือหุ้น DELTA ที่เมื่อสิ้นปี 2565 มีมูลค่าหุ้น 1.04 ล้านล้านบาท แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2568 กลายเป็น 2.16 ล้านล้านบาท และแค่ไม่กี่เดือนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 มี market Cap. ถึง 3.18 ล้านล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1.12 ล้านล้านบาทในเวลา 3 ปี จากปี 2565-2568 และเพิ่มขึ้นอีก 1.02 ล้านล้านบาทในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน

ในขณะที่ตัวเลขการถือหุ้นของชาวต่างชาติเมื่อสิ้นปี 2565 เท่ากับ 6.02 ล้านล้านบาท สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านบาท หรือลดลง -0.41 ล้านล้านบาท และเมื่อสิ้นมกราคม 2569 อยู่ที่ 6.11 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น DELTA ที่ถือโดยชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของในระดับกว่า 50% ขึ้นไปของบริษัท

ผลอีกด้านหนึ่งก็คือ เนื่องจากหุ้น DELTA ที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ถึง 60-70% ขึ้นไป เติบโตขึ้นไปมาก ในขณะที่หุ้นตัวอื่น ๆ ทั้งตลาดนั้นแทบไม่โตเลย นั่นทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติปรับตัวขึ้นจากปี2565 ที่ 29.5% กลายเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดเมื่อสิ้นปี 2568 และทำให้คนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนดูแลตลาดหุ้น “ดีใจ” ที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ “สนใจ” และเข้ามาถือหุ้นไทยมากขึ้นมาก

ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับการที่หุ้นที่ชาวต่างชาติถือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นมากโดยที่เขาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มเลย ส่วนใหญ่ขายด้วยซ้ำ

สรุปก็คือ ต่างชาติที่เป็น “นักลงทุน” นั้น ในช่วงอย่างน้อย 3 ปีที่ผานมาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยสุทธิเลย เน้นขายเป็นหลัก และทำให้หุ้นตกหนักมาก แต่ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2569 พวกเขาก็กลับมาซื้อโดยเฉพาะในช่วงมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ซื้อหุ้นรวมกันเกือบ 60,000 ล้านบาทและทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วถึงประมาณเกือบ 20% แต่ในเดือนมีนาคมกลับมาขายสุทธิแบบ “Take Profit” หรือทำกำไรระยะสั้นทำให้หุ้นตกกลับลงมาเหลือกำไรประมาณ 12% นับจากต้นปี 2568

ส่วนประเด็นเรื่องที่ต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงมาก คิดเป็นกว่า 50% ของการซื้อ-ขายรายวันนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ในหุ้นไทยขนาดใหญ่น่าจะไม่เกิน 20 ตัวที่มีสภาพคล่องสูง และการเทรดน่าจะใช้โปรแกรมเทรดหุ้นที่ทำได้เร็วและสามารถกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นได้ อานิสงค์จากการที่ค่าคอมมิชชั่นในการเทรดนั้นต่ำมากและน่าจะต่ำกว่าในหลาย ๆ ตลาดในเอเชีย ทำให้เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรจากการเทรดหุ้นจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ช่วยให้ตลาดไทยมีสภาพคล่องที่ดีและอาจจะทำให้นักลงทุนโดยรวมยังสนใจซื้อ-ขายหรือลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่ “พื้นฐานของธุรกิจ” อาจจะไม่ดีนัก

ข้อสรุปอีกประเด็นหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักเก็งกำไรในการเทรดหุ้นเชื่อก็คือ ต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมาก ช่วงที่เขาซื้อหุ้นสุทธิ ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นตามขนาดหรือปริมาณการซื้อสุทธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเขาขาย ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็จะตกลงตามปริมาณที่พวกเขาขายสุทธิ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาช้านาน ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นในระดับแค่ทางวิชาการและเป็นช่วงที่ฝรั่งยังไม่แอ็คทิพด้วยซ้ำ ผมยังจำได้ว่าความสัมพันธ์คร่าว ๆ ก็คือ “ฝรั่งซื้อสุทธิ 1,000 ล้านบาท ดัชนีจะเพิ่มขึ้น 7 จุด” นั่นคือเมื่อหลายสิบปีก่อน

ลองมาดูข้อมูลย้อนหลังแบบไม่ต้องศึกษาข้อมูลทางสถิติก็คือ เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2541 หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ว่าตลาดหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการซื้อหรือขายสุทธิของต่างชาติ

ช่วงแรกคือช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัว ตั้งแต่ปี 2541-2550 ซึ่งก็คือปีก่อนซับไพร์ม นี่คือช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมากอานิสงค์จากการที่ดัชนีหุ้นตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุดเนื่องจากวิกฤติ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ในแง่หุ้นรายตัวก็คือ กลุ่มแบ้งค์ฟื้นตัวและมีการปรับโครงสร้างทุนและการบริหารงาน ปริมาณการซื้อหุ้นของต่างชาติสุทธิมากถึง 900,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นยุคทองของ Fund Flow จากต่างชาติ

ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541และขึ้นไปถึง 900 จุดในปี 2550
ยุคที่ 2 คือช่วงปี ซับไพร์ม 2551-2555 นี่คือช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินของอเมริกา Fund Flow มีทั้งเข้าและออก โดยรวมเป็นซื้อสุทธิของต่างชาติประมาณ 200,000 ล้านบาท และนี่ก็คือ ยุคทองของตลาดหุ้นไทยและของ VI ไทย
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงถึง 400 จุดในปี 2551 และขึ้นไปถึง 1,400 จุดในปี 2555

ยุคที่ 3 คือช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มอิ่มตัวจากปี 2556-2560 นี่คือช่วงที่ต่างชาติเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจัง โดยรวมแล้วพวกเขาขายหุ้นสุทธิประมาณ 250,000 บาท และนี่ก็คือช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง เศรษฐกิจเริ่มโตช้าลงมาก ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและเวียตนาม ต่างก็เข้ามาแข่งขันในการค้าขายระดับโลก
ดัชนีตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเป็นเวลาหลายปี อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,600 จุด

ยุคสุดท้ายคือยุคปัจจุบัน ปี 2561-2569 นี่คือยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่เศรษฐกิจลดลงอย่าง “ถาวร” กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาดีทำให้ต่างชาติไม่สนใจตลาดไทย ยอดขายสุทธิช่วงนี้สูงถึง 800,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนกว่า 10 ปี กลายเป็น Loss Decade

ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่จุดสูงสุด 1,800 จุด ในช่วงเริ่มแต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด
ความหวังที่กระแสเงินหรือ Fund Flow จากต่างชาติจะกลับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้นั้น ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นบ้าง อาจจะด้วยเพราะการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังยุครัฐประหารและการที่หุ้นในตลาดอื่น ๆ ที่ดีมากมาหลายปีเริ่มจะหยุดลง ทำให้ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในตลาดไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่เกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลก็ทำให้แนวโน้มนี้สะดุดลง เราคงต้องดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาไหม

เพราะสำหรับการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้นั้น ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการซื้อหุ้นสุทธิของต่างชาติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาแทบจะครอบงำการซื้อ-ขายลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปแล้ว




Source: Settrade

15 มีนาคม 2569

“เดินแบบญี่ปุ่น” ดีกว่าเดิน “หมื่นก้าว” 10 เท่า!!!

 


“เดินแบบญี่ปุ่น” ดีกว่าเดิน “หมื่นก้าว” 10 เท่า!!

ผลวิจัยเผย "การเดินแบบญี่ปุ่น" นั่นก็คือ "การเดินเร็วสลับกับการเดินช้า" ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเดิน "หมื่นก้าว" ต่อวัน ถึง 10 เท่าเลยทีเดียว!!

เบื่อไหมกับการเดินวันละ 10,000 ก้าว ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน วันนี้เรามีเทรนด์ใหม่ที่กำลังฮิตไปทั่วโลกในหมู่คนรักสุขภาพ นั่นคือ “การเดินแบบญี่ปุ่น” ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการเดินธรรมดาที่พวกเราคุ้นเคย!



“การเดินแบบญี่ปุ่น 3×3” คืออะไร?

หัวใจสำคัญของการเดินแบบญี่ปุ่นคือ การออกกำลังกายแบบสลับช่วงความเข้มข้น (Interval Training) ที่ผสมผสานระหว่าง “การเดินเร็วสลับกับการเดินช้า” โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีต่อครั้ง



มาดูวิธีการทำง่ายๆ กัน

วอร์มอัพ: เริ่มต้นด้วยการเดินสบายๆ สัก 2-3 นาที

เร่งสปีด: เดินให้เร็วขึ้นจนคุณเริ่มหายใจหอบเล็กน้อย (ออกแรงประมาณ 70% ของกำลังสูงสุด) เป็นเวลา 3 นาที

ผ่อนคลาย: ชะลอความเร็วลงเป็นการเดินแบบสบายๆ (ออกแรงประมาณ 40% ของกำลังสูงสุด) เป็นเวลา 3 นาที

ทำซ้ำ: วนกลับไปทำซ้ำข้อ 2 และ 3 อีก 5 ครั้ง

แค่นี้ก็ครบ 30 นาทีแล้ว!



ทำไม “การเดินแบบญี่ปุ่น” ถึงเป็นที่ฮือฮา?

บนโลกโซเชียลมีเดีย ผู้คนที่ลองทำตามต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธีนี้ช่วย “เพิ่มความทนทานของร่างกาย” และ “บำรุงสุขภาพสมอง” แถมยังมีอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพบางคนกล้าเคลมเลยว่า การเดินแบบญี่ปุ่นแค่ 30 นาทีนี้ มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการเดิน 10,000 ก้าวตลอดทั้งวันถึง 10 เท่า! ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม?

ความน่าสนใจของ “การเดินแบบญี่ปุ่น” ไม่ได้จบแค่ในโซเชียลมีเดีย แต่ยังได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย!

ย้อนกลับไปในปี 2550 ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ฮิโรชิ โนเสะ จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองกับผู้เข้าร่วม 246 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 63 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1: ไม่ออกกำลังกาย

กลุ่มที่ 2: เดินด้วยความเร็วคงที่ 8,000 ก้าว/วัน อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์

กลุ่มที่ 3: ฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” (เดินเร็ว 3 นาที สลับเดินช้า 3 นาที เป็นเวลา 30 นาที) อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์

ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาระยะเวลา 5 เดือนนั้น น่าทึ่งมาก!!

กลุ่มที่ 3 ซึ่งฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” ความดันโลหิตลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และความทนทานของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม

ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาติดตามผลในปี 2561 ยังพบว่าผู้ที่ฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี มี ความแข็งแรงของขาเพิ่มขึ้นถึง 20% และสมรรถภาพในการออกกำลังกายสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 40% นี่แสดงให้เห็นว่า การเดินแบบนี้ไม่เพียงแค่ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของร่างกายตามวัย แต่ยังช่วยให้คุณมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า การเดินแบบสลับช่วงความเข้มข้นนี้ มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความทนทาน และช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยออกกำลังกายหนักๆ มาก่อน แนะนำให้เริ่มจากการเดินปกติ เพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนที่จะลอง “การเดินแบบญี่ปุ่น” ก่อน

ที่มา https://www.dailynews.co.th/news/4850804/

09 มีนาคม 2569

ลงทุนท่ามกลางไฟแห่งสงคราม : โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ปั่นป่วน” เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเกาหลีและตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดตกลงไปเกิน 10% ภายในเวลา 2-3 วัน นี่ทำให้เราควรมาดูว่าอนาคตหลังจากนี้ เช่น อีกปีหนึ่งหรืออาจจะหลายปี หุ้นน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อที่เราจะได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ได้ถูกต้อง


ประเด็นแรกที่ผมมักจะทำเสมอก็คือ ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามกับตลาดหุ้นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องการศึกษาเฉพาะตลาดหรือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิแต่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบแน่เพราะอาจจะเป็น “คู่สงคราม” หรือไม่ก็เป็นประเทศอื่นที่ได้รับผลของสงครามผ่านภาวะเศรษฐกิจ การเงินหรือการถูกโจมตีอันเป็นผลข้างเคียง และก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มีข้อมูลมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ มาก

ประวัติศาสตร์ก็คือ ก่อนสงครามหรือเมื่อเกิดสงคราม ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและตกลงมาแรงเพราะการ “ตกใจ” ของนักลงทุน เนื่องจากสงครามจะก่อให้เกิดการทำลายล้างและกระทบกับเศรษฐกิจ การเงินและตลาดหุ้นมาก เพราะการผลิตสินค้าเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์และปัจจัยในการสงครามต่าง ๆ รวมถึงอาหารและพลังงานอาจจะติดขัดทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินทางการเงินเช่นหุ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นหลังจากสงครามผ่านไปประมาณ 1 ปี


ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดชั่วคราว แต่เมื่อเปิดขึ้นใหม่ ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงมาก เหตุผลก็เพราะว่าสหรัฐไม่เกิดความเสียหายเลย แต่โรงงานในสหรัฐกลับเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาวุธและสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ ส่งให้กับพันธมิตรในยุโรป

สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ช่วงแรกตลาดก็ผันผวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเรือที่เพิรล์ฮาร์เบอร์ถูกญี่ปุ่นถล่ม แต่หลังจากนั้น ในช่วงสงครามตั้งแต่ปี 1942-1945 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงปีละ 25% เนื่องจากมีการผลิตอาวุธและสินค้าเพื่อใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะรวมถึงการส่งผลผลิตเหล่านั้นให้กับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป


สงครามเกาหลีในปี 1950-1953 ดัชนี S&P500 ก็เติบโตขึ้นประมาณ 30% หรือปีละเกือบ 10% ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นเดี้ยง เช่น เดียวกับสงครามเวียตนามที่รบกันยาวนานต่อเนื่องถึง 20 ปี ตลาดหุ้นก็โตไปเรื่อย ๆ ยกเว้นในช่วงปี 1973-74 ซึ่งเป็นช่วงท้าย ๆ ของสงครามที่เกิดวิกฤติน้ำมันจากการที่ประเทศกลุ่มโอเปกงดส่งน้ำมันให้อเมริกาซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปมากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกลายเป็น “Stagflation” คือเศรษฐกิจตกต่ำในขณะที่เงินเฟ้อรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนเป็นวิกฤติ


“สงครามอ่าว” ในตะวันออกกลางปี 1990-91 ที่สหรัฐบุกอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวตที่ถูกยึดครองโดยอิรัก ในช่วงแรก ดัชนีหุ้นS&P 500 ตกลงไป 10% แต่เมื่อกองทัพอเมริกาเริ่มโจมตี ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแรงมาก ภายใน 1 ปี ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 20%


สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ตลาดหุ้นก็ตกลงไปแรงทั่วโลก เพราะราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมากถึง 50% แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ และตอนนี้นักลงทุนก็แทบไม่สนใจแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เกิดสงครามอเมริกากับอิหร่านแทน


ข้อสรุปก็คือ สงครามนั้น มักก่อให้เกิดความตกใจและส่งผลสั้น ๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือภาวะทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินเสียหาย ดังต่อไปนี้คือ


1) สงครามจะลามไปยังจุดอื่น ๆ หรืออาจจะไปทั่วโลก เพราะอิหร่านเริ่มโจมตีประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียที่สนับสนุนสหรัฐ

2) จะเกิดเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะสงครามต้องใช้น้ำมันมาก หรืออย่างในกรณีสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันประมาณ 20ของโลกไม่สามารถนำออกไปใช้ได้ ทำให้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรลและคาดว่าจะขึ้นไปได้ถึง 150 เหรียญในไม่ช้า

3) เศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะถดถอยลงถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป การท่องเที่ยวอาจจะลดลงเพราะการบินถูกรบกวน เช่นเดียวกับการค้าที่จะติดขัดโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการที่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วยอาจจะทำให้เกิด Stagflation ได้

4) มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เช่นเรื่องของการแซงชั่นการค้า การขึ้นภาษีและการจำกัดการส่งออกสินค้าที่อาจจะเป็นยุทธปัจจัยเช่นพวกแร่หายากเป็นต้น


ทั้งหมดนั้นทำให้ตลาดหุ้นตกแรง แต่โอกาสที่จะเกิดต่อเนื่องยาวนั้น จากประวัติศาสตร์มักพบว่ามันไม่จริง โลกมีความสามารถในการปรับตัวเสมอ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามอาจจะจบลงหรือกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” แต่ไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับโลกอีกต่อไปเพราะโลกปรับตัวได้ นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่คนโดยเฉพาะนักลงทุนแทบจะเลิกสนใจไปแล้ว


ประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ สงครามจะลามไปยังประเทศอื่นหรือจุดอื่นหรือไม่ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทั้งรัสเซียและจีนเองก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือหรือตอบโต้อเมริกา เช่น เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็ไม่ได้เป็นมิตรกับอิหร่าน ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่สนับสนุนสหรัฐในด้านของการอนุญาติให้เครื่องบินของสหรัฐบินไปโจมตีอิหร่านด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้อิหร่าน “แก้แค้น” โดยการโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศเหล่านั้น


ประเด็นต่อมาก็คือ สงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะถ้ายืดเยื้อก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคายาวนานซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาแรงต่อไป


ในความเห็นของผมก็คือ สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามทางอากาศ” คล้าย ๆ “The Battle of Britain” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ทิ้งระเบิดโจมตีอังกฤษนานหลายเดือนเพื่อที่จะทำให้อังกฤษยอมแพ้โดยที่เยอรมันไม่ได้ยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองอังกฤษ แต่อังกฤษไม่ยอม และก็พยายามต้านทานโดยใช้ปืนต่อสู้อากาศยานและนำเครื่องบินขึ้นไปรบกับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันจนในที่สุดเยอรมันก็เลิกรบไปเองและหันไปบุกรัสเซียแทน

ในกรณีของสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่โจมตีอิหร่านโดยเครื่องบินและขีปนาวุธ ผมคิดว่าอิหร่านก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และก็คงตอบโต้โดยใช้โดรนและขีปนาวุธยิงฐานทัพอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุน รวมถึงการขู่และปิดการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้อเมริกาต้องหยุดการโจมตีอิหร่าน


สำหรับผมเองคิดว่าสงครามครั้งนี้คงใช้เวลาไม่นานก็จะเลิกไปเอง เพราะอเมริกาไม่ได้ส่งคนเข้าไปรบในพื้นแผ่นดินอิหร่าน แค่เลิกส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าอิหร่านทุกอย่างก็จบ นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสหรัฐได้ทำลายอาวุธและศักยภาพในการผลิตอาวุธส่วนใหญ่รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้วเสร็จและสามารถตั้งผู้นำหรือได้ผู้นำอิหร่านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาต่อไปแล้ว หลังจากนั้น ทรัมป์ก็จะ “ประกาศชัยชนะ” แล้วเรื่องของสงครามอิหร่านก็จะจางหายไปคล้าย ๆ สงครามยูเครน


ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะดำเนินการไปตามปกติ และแน่นอน ก็จะไปเจอกับภาวะแห่งความผันผวนไม่แน่นอนและก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกเช่นกัน เพราะในช่วงเร็ว ๆ นี้ “ระเบียบโลก” ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่โลกมีกติกาที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศซึ่งรวมถึงมหาอำนาจ จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระยะหลัง ๆ นี้ดูเหมือนว่า “อำนาจ” จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนแทน


ที่พูดมาถึงจุดนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะปัญหาต่าง ๆ จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร?


คำตอบอย่างสั้น ๆ ของผมก็คือ ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัย เราก็อาจจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นในสินค้าที่จะไม่เจ็บจากสงครามและอาจให้ผลตอบแทนที่ดีนั่นคือ


1) ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่จะได้ผลดีเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและอยู่นาน
2) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน
3) สินค้าโภคภัณฑ์เช่นแร่ธาตุที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ในการสงครามต่าง ๆ
4)สินค้าที่สามารถต่อต้านเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือพลังงานมาก เช่น สายการบิน และการเดินทางขนส่งเป็นต้น


นอกจากนั้น ในส่วนของการจัดพอร์ตเองก็ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมรวมถึงทรัพย์สินอย่างทองคำ และลงทุนในหลาย ๆ ตลาดหรือทั่วโลก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปกป้องเราจาก “ความเสี่ยงร้ายแรง” ระดับหายนะในช่วงภาวะสงครามได้




From settrade

02 มีนาคม 2569

อวสานของนักเรียนเกรด A? อนาคตของหุ้นเกรด A s - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

การเปิดตัวของ Claude Cowork และ Claude Code ซึ่งเป็นโมเดล AI ตัวใหม่ของบริษัท Anthropic ที่สามารถทำงานซับซ้อนมากอย่างการเขียนโค้ดแทนวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้แทบจะหมดทุกอย่างทำให้ผมนึกถึงกลุ่มคนที่พูดได้ว่าเป็นคนที่ “ฉลาดที่สุด” ของโลกและโดยเฉพาะประเทศไทยว่า อนาคตพวกเขาจะทำอะไรและจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน?

แต่ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ ผมก็นึกไปถึงเรื่องตลกที่ผมจำติดใจมานานเล่าโดย “อาจารย์เหน่” เสน่ห์ ศรีสุวรรณ วิทยากรในรายการ “Money Talk” และนักพูดชื่อดังที่ผมคิดว่าสามารถเล่าเรื่องตลกได้ “คลาสสิคที่สุด” คนหนึ่งของประเทศไทย วันนั้นเขาพูดว่า

“คนเราเรียนเก่งไม่เก่งอะไรมันไม่แน่นอนเพราะมันมีการสำรวจมาแล้วพบว่าความสำเร็จในชีวิตการเรียนและชีวิตหลังการเรียนก็พบว่า นักเรียนเกรด A ส่วนใหญ่ก็จะออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นวิศวกรหรือเป็นหมออะไรแบบนี้

แต่นักเรียนเกรด B เกรดรองจากเกรด A ก็จะเรียนบริหาร คุมธุรกิจและก็จะมาคุมนักเรียนเกรด A อีกที ถูกไหม เพราะจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจไง

พวกนักเรียนเกรด C ก็เรียนแบบพอดีพอดีผ่าน พวกนี้ก็จะกลายมาเป็นนักการเมือง มาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็มาคุมพวกเกรด A กับเกรด B อีกทีหนึ่ง

ส่วนพวกนักเรียนเกรด D นั้นเป็นนักเรียนหลังห้อง พวกนี้ก็สุมหัวกัน ตอนเรียนก็ไม่ได้เรียน มีการแกล้งครูแกล้งอะไรต่าง ๆ ด้วย พอจบมาเรียบร้อย มันผ่านมาแบบไม่น่าผ่าน พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นแก๊งใต้ดิน ทำอะไรต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย แล้วก็มาคุมพวก A B C อีกที

ต่อไปคือนักเรียนเกรด F คือสอบแล้วตกทันที แต่พวกนี้ไม่ยี่หระ ถูกรีไทร์ก็ไม่สนใจ พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้รอบรู้ กลายเป็นโหร แล้วพวกนักเรียนทุกกลุ่มก็ต้องเข้ามาหาให้ทำนายอนาคต แล้วนักเรียนพวกนี้ก็จะบอกว่าจะอยู่ได้กี่ปี กี่ปี บอกได้หมด

ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ การเรียนก็ไม่แน่นอน บางทีก็ได้ A บางทีก็ได้ B C D เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง แต่เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล นักเรียน A B C D ไม่กล้าตอแยด้วย ไม่กล้าหือ ไม่กล้าต่อรอง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้น ๆ ว่า เมีย”

แน่นอนว่าเรื่อง “โจ๊ก” นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องที่มักจะ “เสียดสี” สังคม ซึ่งในกรณีของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของความรู้ว่า การรู้มาก ฉลาดมาก ก็อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ตามความคิดและความเชื่อที่มีมานานตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการของมนุษยชาติ

แต่เมื่อถึงวันนี้ คือวันที่ AI กำลังจะ “ฉลาด” กว่าคนที่ฉลาดที่สุดมาก และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะภายในเวลาอีกแค่ระดับ 10 ปี อะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่ฉลาดที่สุดของสังคมหรือ “นักเรียนเกรด A” ที่ตอนนี้เป็นวิศวกรที่เขียนโปรแกรมซับซ้อน หรือเป็นหมอที่ดูแลรักษาคนไข้ ทำการผ่าตัดเนื้อร้ายในทุกส่วนของร่างกาย ที่อีลอน มัสก์ บอกว่า ภายในไม่เกิน 10-20 ปี หุ่นยนต์พร้อม AI จะสามารถทำแทนหมอที่เก่งที่สุดได้หมด

นอกจากนั้น งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชี การเงิน การตลาดและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการวางระบบข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานของ “นักเรียนเกรด B” นั้น ตอนนี้ก็กำลังถูกแทนที่โดย AI ในระดับที่เร็วยิ่งกว่านักเรียนเกรด A

ถ้าคุณเป็น “นักเรียนเกรด A” ที่เป็นกลุ่มคนที่ “สร้าง AI ขึ้นมากับมือ” และก็เป็นกลุ่มคนที่ได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในสังคม มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นมากในวันนี้คุณจะทำอะไรหรือทำอย่างไรที่จะรักษาสถานะนั้นไว้ในวันที่ AI กำลังเก่งขึ้นทุกวันอย่างรวดเร็วจนเราอาจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน?

ถ้าตอนนี้เรากำลังเรียน เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เรียนการเขียนโค้ดเป็นหลัก เราจะต้องทำอย่างไรถ้าต่อไปบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ IT นั้น แทบจะไม่ต้องใช้คนเขียนกันแล้ว? จบไปก็อาจจะไม่มีงานทำ คนที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะถูกปลด เพราะงานงานเขียนโค้ดพื้นฐานนั้นแทบไม่ต้องใช้คนแล้ว

เช่นเดียวกัน ถ้ากำลังเรียนเป็นหมอ อาชีพนี้จะ “ดีที่สุด” และดีต่อเนื่องไปตลอดชีวิตอย่างที่เราเคยรับรู้ไหมว่ามันเป็นงานยากและใช้ทักษะและความพยายามสูงที่มีเฉพาะ “นักเรียนเกรด A” เท่านั้นที่ทำได้ และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อาชีพแพทย์เป็นสิ่งที่มีค่ามาตลอดกาล จนถึงวันนี้ วันที่ อีลอน มัสก์ นักพัฒนาเทคโนโลยี “มือหนึ่งของโลก” บอกว่า ภายในเวลาอีกไม่นาน การแพทย์จะเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ในต้นทุนที่ถูกมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดเป็น “หุ่นยนต์”

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราก็ยังต้องคิดและทำอย่างเดิมอยู่ดี เราไม่มีทางเลือกอื่น เราจะพบทางเลือกอื่นจริง ๆ ต่อเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ผมคิดว่า ในเมื่อเราสู้ไม่ได้หรือกำลังจะพ่ายแพ้ กฎของ “นักเลือก” ก็คือ เราต้องร่วมมือกับ AI ในกรณีที่เราไม่สามารถเป็นนายมันได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างเข้มข้นเพื่อที่จะเอาชนะคนที่ใช้ไม่เป็นหรือไม่เก่งพอ

นอกจากนั้นแล้วเราก็คงต้องเรียนรู้สิ่งที่ AI ยังไม่เก่งหรือฉลาดพอและก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ เช่น เรื่องของอารมณ์ ความโลภ โกรธหลง ความกลัวและความกล้า รวมถึงจินตนาการที่ AI ยังไม่ไปถึงจุดนั้น ทั้งหมดนั้นจะทำให้เรามีคุณค่ามากกว่า AI และจะทำให้เราประสบความสำเร็จสูงอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะนักเรียนเกรด A

ข้อสรุปสำหรับคนก็คือ เราต้องปรับตัวในแง่ของการเรียนรู้ที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานที่กว้างขึ้นของสิ่งที่เราเรียนรู้ เราต้องเข้าใจโลกและชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น เรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น และต้องเปลี่ยนคำถามกับทุกสิ่งว่า Why? หรือทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรในสายตาหรือความคิดของมนุษย์ เราจะไม่ถามว่า How? หรือทำอย่างไร เพราะ AI สามารถทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามากด้วยเวลาที่น้อยนิด เราไม่จำเป็นต้องทำเอง

นั่นนำมาถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ ในด้านของบริษัทธุรกิจหรือหุ้นที่เราลงทุน ซึ่งก็จะไม่ต่างจากเรื่องของนักเรียนหรือคนทำงานที่หลาย ๆ อุตสาหกรรม หลาย ๆ บริษัทที่อาจจะเป็น “หุ้นเกรด A” ที่อาจจะกำลัง “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” ในยุคที่ AI กำลังฉลาดกว่าคน

ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจก็คือ หุ้นที่เน้นให้บริการเขียนซอฟท์แวร์ให้กับลูกค้าที่ต้องการทำระบบข้อมูลภายในขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น หุ้น FPT ของเวียตนามที่ผมเองถืออยู่ด้วย เพราะนี่อาจจะถูกทำลายโดย Claude Code ได้

ประเด็นสำหรับบริษัทหรือหุ้นที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่กำลังประสบกับการต่อสู้กับ AI ก็เหมือนกับคนนั่นก็คือ ต้องร่วมมือกับ AI ดึงเขามาเป็นพวก ใช้ AI เต็มที่มาแทนพนักงานเขียนโค้ดที่เป็นพื้นฐาน คนจะทำหน้าที่ที่ AI ยังทำไม่ได้ดี ซึ่งนั่นก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเช่น ผู้ใช้งาน ลูกค้าของบริษัทที่เป็นลูกค้า และอื่น ๆ ส่วนคนเขียนโค้ดที่เหลือเกินงานก็จะต้องเปลี่ยนงานไปทำหรือพัฒนา AI ที่จะนำไปใช้กับลูกค้าที่มาจ้างทำระบบอีกทีซึ่งก็จะเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้าอยากจ้างบริษัทต่อไปและไม่หันไปทำระบบของตนเองแทน และนี่ก็อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้ “หุ้นเกรด A” ยังเป็นหุ้นเกรด A ต่อไปได้

ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งก็คือ “โรงพยาบาลเกรด A” ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งถ้าดูจาก “เทรนด์” ของเทคโนโลยีและ AI แล้ว อนาคตการรักษาพยาบาลของหมออาจจะแพ้หุ่นยนต์ ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาลวันนี้ อาจจะไม่มีค่าในวันข้างหน้าที่หุ่นยนต์เก่งกว่าทั้งในการวิเคราะห์โรคและการปฏิบัติ เช่น การผ่าตัด ดังนั้น ในอนาคตลูกค้าต่างชาติก็อาจจะไม่มาใช้บริการ อาจจะมีโรงพยาบาลที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลักในบ้านเขาหรือที่อื่นที่ทั้งถูกกว่าและดีกว่า โรงพยาบาลเกรด A ก็อาจจะกลายเป็นโรงพยาบาลธรรมดาไป มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วก็จะต้องลดลง

แต่จริง ๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กล่าวนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลเกรด A ที่จะต้องหาทางทำอย่างไรที่จะทำให้ยังเป็นหุ้นเกรด A ได้ ซึ่งในความคิดผมก็ยังคงเป็นว่า โรงพยาบาลจะต้องคิดถึง “ความเป็นคน” ของลูกค้าให้มากขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่หุ่นยนต์แพทย์อาจจะยังไม่มีความรู้หรือความเข้าใจพอที่จะทำให้โรงพยาบาลมีการรักษาที่เหนือกว่าโรงพยาบาลเกรด A ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โรงพยาบาลก็จะต้อง ร่วมมือหรือใช้หุ่นยนต์ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในภารกิจเฉพาะ มิฉะนั้น ก็จะแพ้โรงพยาบาลที่เป็นคู่แข่งอย่างแน่นอน




Source: settrade.com

01 มีนาคม 2569

[Mar 2026] หุ้น QH มีกำไรจากอะไรบ้าง


 

7 หุ้นไทย จ่ายปันผลต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาด (IPO) จนถึงปี 2569


 

ไฮไลต์ 7 หุ้น "จอมอึด" ปันผลแกร่ง 25 ปี++

🏆 แชมป์ความเก๋า: TVO และ ADVANC ครองแชมป์จ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนานที่สุดถึง 35 ปีเต็ม ตั้งแต่เข้าตลาดฯ


⚡ หุ้นเสาหลักพลังงาน: PTT และ PTTEP พี่ใหญ่ที่รักษามาตรฐานการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ พยุงพอร์ตนักลงทุนไทยมาตลอด 25-33 ปี


💡 หุ้นโรงไฟฟ้า รายได้ชัวร์: EGCO และ RATCH สองคู่หูที่ปันผลนิ่งสนิทเหมือนดอกเบี้ยฝาก เพราะรายได้ผูกพันสัญญาระยะยาวกว่า 26-31 ปี


💰 ราชาปันผล High Yield: TISCO โดดเด่นด้วยอัตราปันผล (% Yield) ที่สูงอันดับต้นๆ ในกลุ่มแบงก์ และจ่ายต่อเนื่องมายาวนาน 27 ปี


🛡️ พิสูจน์แล้วทุกวิกฤต: ทั้ง 7 หุ้นคือ "Dividend Survivor" ที่แท้จริง จ่ายทุกปีไม่เคยขาด แม้ต้องผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง, แฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด

ซดโซเดียมหนักขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ไตที่สะเทือน



ที่มา หมอพร้อม