20 มิถุนายน 2569

Meet DevTools — Free Developer Utilities That Run Entirely in Your Browser

Every developer has a folder of bookmarks for the little things: a Base64 encoder here, a JWT decoder there, a JSON formatter somewhere else. The problem? Half of those random sites send whatever you paste straight to a server you've never heard of — including tokens, keys, and customer data.



We built DevTools to fix that. It's a single, fast, ad-supported web app at https://devtools.piggyman007.com that bundles the utilities you actually reach for every day — and runs all of them 100% in your browser.



No backend. No accounts. No data ever leaves your machine.



Why DevTools Is Different

- Truly private by design. Every tool runs client-side. There is no server that receives your input — by design, not by promise. Paste a production JWT or an API response without a second thought.

- Zero friction. No login, no install, no paywall. Open the page, use the tool, close the tab.

- Genuinely fast. It's a static Next.js app served from the edge. Pages load instantly, and a ⌘K command palette plus fuzzy search get you to any tool in a couple of keystrokes.

- Dark mode first. Easy on the eyes during a late-night debugging session, with a light theme one click away.

- Works on insecure origins too. Even the copy-to-clipboard button has a fallback, so the tools keep working anywhere.



What's Inside

Encoding

- Base64 Encoder / Decoder — encode text or files to Base64 and back, including binary downloads.

- URL Encoder / Decoder — percent-encode special characters or decode encoded URL strings.

- JWT Decoder / Encoder — inspect a token's header, payload, and expiry, or build and sign new ones with HS256 / RS256.



Formatters

- JSON Formatter — beautify or minify JSON with configurable indent and live validation.

- YAML ↔ JSON — convert between YAML and JSON instantly.

- Minify & Beautify — clean up JSON, CSS, HTML, and SQL.

- JSON ↔ CSV — convert arrays to CSV (or back) with a live table preview and formula-injection protection.



Generators

- UUID Generator — generate one or many UUID v4 values with uppercase and hyphen options.

- Password Strength Checker / Generator — create strong random passwords and estimate crack times.

- Gen Lorem Ipsum! — placeholder text by words, sentences, or paragraphs.



Converters

- Timestamp Converter — Unix timestamps to human dates and back.

- Color Converter — convert between HEX, RGB, and HSL.

- Case Converter — camelCase, snake_case, kebab-case, and more.

- Number Base Converter — binary, octal, decimal, hex.

- Cron Explainer — turn cron expressions into plain English.

- Crontab Builder — build cron expressions visually.



Network

- CIDR Calculator — subnet ranges, masks, and addresses for IPv4/IPv6.

- HTTP Status Codes — a quick reference for every status code.

- URL Parser & Builder — break a URL into its parts and rebuild it.



Text

- Regex Tester — test regular expressions with live match highlighting.

- Text Diff — side-by-side comparison of two text blocks.



Cryptography

- Key Generator — RSA-OAEP key pairs or AES-GCM secret keys via the Web Crypto API.

- Hash Generator — SHA-256, SHA-512, MD5, and more, for strings or files.

- Encrypt / Decrypt — RSA-OAEP and AES-GCM encryption, all in-browser.



A Note on Security

Because these tools handle sensitive input, we hold ourselves to strict rules: cryptography uses the browser's native Web Crypto API (never Math.random for keys or tokens), CSV export neutralizes spreadsheet formula injection, and any rendered output is escaped to prevent injection. The whole point of a client-side toolbox is that you don't have to trust us with your data — so we made sure you don't have to.



And It's Growing

We're actively expanding the catalog with the most-requested utilities — a QR code generator and reader, live Markdown preview, a word and character counter, a chmod calculator, string escape/unescape, JSON-to-TypeScript, an image format converter, and more — all held to the same client-side, privacy-first standard.



Try It Now

Bookmark it, hit ⌘K, and stop pasting your secrets into the void.

👉 https://devtools.piggyman007.com

Free forever. No sign-up. Nothing leaves your browser.

15 มิถุนายน 2569

เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน


เรื่องเล่า..! บิล เกตส์ ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับคนจน

มีคนเคยเล่าว่า ตอนเขาไปงานประชุมการ “ลงทุน” ในอเมริกา “บิล เกตส์” เป็นวิทยากร แล้วเขาก็ถามคำถามที่ทำเอาคนทั้งห้องหัวเราะ
.
เขาถามว่า “คุณซึ่งรวยที่สุดในโลก จะยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับผู้ชายจนๆ ไหม?”
.
คำตอบของบิล เกตส์ คือ... "ไม่"
มันไม่ใช่เรื่องเงินนะ แต่เป็นเรื่อง “ทัศนคติ”
.
บิล เกตส์บอกว่า..
“ความร่ำรวย ไม่ใช่การมีเงินในบัญชีเยอะๆ แต่มันคือความสามารถในการหาเงิน และ การรักษาความมั่งคั่งไว้ต่างหาก”
.
เขายกตัวอย่างว่า
• คนที่ถูกรางวัลลอตเตอรี่ ต่อให้ได้เงินเป็นร้อยล้าน แต่ส่วนใหญ่ 5 ปีต่อมาก็กลับมาจนเหมือนเดิม เพราะพวกเขาไม่รู้วิธีจัดการเงิน (Money Management)
• ในทางกลับกัน มีคนที่ดูเหมือนจะไม่มีเงินเลย เช่น เจ้าของธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้นใหม่ แต่เขากำลังพยายามพัฒนาความรู้ทางการเงิน นั่นแหละคือ “คนรวย” ที่แท้จริง
.
ความต่างของคนรวยกับคนจน
• คนรวยพร้อมที่จะลุยเพื่อรวย แต่คนจนบางครั้งเลือกทางลัด เช่น ขโมยหรือทำร้ายคนอื่นเพื่อได้เงิน
• คนรวยมองว่าตัวเองต้องเรียนรู้และหาข้อมูลเพื่อพัฒนาชีวิต แต่คนจนคิดว่าต้องรอให้คนอื่นมาช่วย
.
ความจนไม่ได้น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือ.. ไม่มีความพยายาม
.
สรุป คือ..
บิล เกตส์ ไม่ได้หมายความว่าคนจน คือ คนที่ไม่มีเงิน
แต่หมายถึงคนที่ไม่มีความคิดหรือความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองต่างหาก
.
“ความรวยมันเริ่มที่ใจ” บิล เกตส์ ว่าไว้!



เจนเซ่น หวง VS อีลอน มัสก์ - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

โลกธุรกิจนาทีนี้ไม่มีใครจะประสบความสำเร็จและดังเท่ากับอีลอน มัสก์และเจนเซ่น หวง มาดูและเปรียบเทียบกันว่าทั้งสองคนเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

เจนเซ่น หวง เป็นผู้ก่อตั้งและสร้างบริษัท NVIDIA บริษัทผู้ผลิตชิพคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ AI มีความฉลาด มีความสามารถสูงและสามารถทำอะไรต่าง ๆ ได้ดีมากและจะดีเหนือกว่ามนุษย์ในที่สุดในเวลาอีกไม่นาน เอ็นวิเดียจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ AI ต้องใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น บริษัทนี้จึงเติบโตและทำกำไรได้มหาศาลต่อไปอีกนาน และนั่นทำให้หุ้น NVDA มีมูลค่าตลาดหรือ Market Cap. สูงที่สุดในโลกที่กว่า 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงเสียยิ่งกว่า GDP ของเยอรมันที่เป็นอันดับ 3 ของโลก เสียอีก มองแบบหยาบ ๆ ถ้าบริษัทก็คล้าย ๆ ประเทศที่ผลิตสินค้าขายให้คนอื่นเอาไปใช้ เอ็นวิเดียก็เป็นประเทศที่ใหญ่กว่าและมีความสำคัญกว่าเยอรมันแล้ว

อีลอน มัสก์ เป็นผู้ประกอบการและเป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัทหลายแห่งที่ผลิตสินค้าที่ “ปฎิวัติโลก” เป็นสินค้าใหม่ที่ “ไม่เคยมีใครทำมาก่อน” เช่น รถไฟฟ้าเทสลา บริษัทยิงจรวดสู่อวกาศ SpaceX ที่ส่งดาวเทียมเพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือจากอวกาศและอื่น ๆ รวมถึงสัญญาว่าวันหนึ่งจะขนส่งมนุษย์ไปอยู่บนดาวอังคาร เป็นต้น และนั่นส่งผลให้หุ้นเหล่านั้นมีค่าสูงลิ่วเกือบทุกตัว และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญ หรือ 33 ล้านล้านบาทไทย มากกว่าเจนเซ่น หวง ที่รวยติดอันดับโลกเหมือนกันที่ประมาณ 5.7 ล้านล้านบาท

ทั้งเจนเซ่น หวง และอีลอน มัสก์ ต่างก็เรียนจบทางสายวิยาศาสตร์และน่าจะเรียนเก่งมากทั้งคู่ โดยเจนเซ่น หวง จบปริญญาโททางด้านวิศวไฟฟ้าจากแสตนฟอร์ด ส่วนอีลอน มัสก์ จบทางด้านฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ Pennsylvania หรือ “U of Penn” ที่โด่งดังโดยเฉพาะในสาขาทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน

ทั้งคู่ต่างก็เป็น “ผู้อพยพ” เข้ามาอยู่ในอเมริกา โดยที่เจนเซ่น หวงนั้น เป็นเด็กจีนจากใต้หวันที่เดิมพ่อแม่อพยพมาอยู่ในประเทศไทยก่อน แต่เนื่องจากประเทศไทยเกิด “เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516” ซึ่งเป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์และ “โลกเสรี” ในประเทศไทย ครอบครัวจึงย้ายไปอยู่อเมริกา

อีลอน มัสก์เป็นคนอาฟริกาใต้ที่ “บ้านแตก” เขา “หนี” พ่อไปอยู่กับแม่ที่หย่ากันที่แคนาดาตอนเป็นวัยรุ่น และต่อมาก็ย้ายตัวเองไปเรียนและอยู่ต่อที่อเมริกา อาจจะเพื่อที่จะ “ตามความฝัน” ของตนเอง

นิสัยหรือความเชื่อของเจนเซ่น หวง นั้นน่าจะแตกต่างจากอีลอน มัสก์ มากหรือตรงกันข้ามแบบ “ตะวันออก-ตะวันตก” นั่นคือ เจนเซ่น หวงถูกเลี้ยงดูแบบจีน คือรักการศึกษาเล่าเรียน อย่างน้อยในโรงเรียน มีวินัยสูง ทำงานหนัก ทำงานได้สมบูรณ์แบบ ชีวิตไม่เคยเกเร เขาทำงานในโรงงานเดิมและบริษัทเดิมโดยเฉพาะ เอ็นวิเดีย มานานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ยังเป็นบริษัทเล็กจนเติบใหญ่กลายเป็นบริษัทที่มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทางด้าน AI

อีลอน มัสก์ นั้นเป็นแบบ “เด็กฝรั่ง” ทั่วไปที่ “อยากรู้อยากเห็น” ชอบเรียนรู้แบบอิสระไม่เชื่อฟังครูและไม่ค่อยมี “วินัย” หรือไม่อยู่ใน “กรอบ” กล้าเสี่ยงกล้าลองผิดลองถูก เขาเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตนเองตั้งแต่เด็ก เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงและมักคิดถึงการแก้ปัญหาระดับโลกและการทำอุตสาหกรรมด้วยความคิดสร้างสรรค์สูง ดังนั้น เขาจึงทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทั้งยากและอาศัยพลังใจและพลังกายสูงมากพร้อมกันอย่างที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ ในบางช่วงบางเวลา เขาถึงกับต้อง “นอนที่โรงงาน” เพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อเร่งงานหรือแก้ปัญหาเร่งด่วน

ความแตกต่างอีกเรื่องหนึ่งระหว่างเจนเซ่น หวง กับอีลอน มัสก์ ก็คือเรื่องของการ “กล้าเสี่ยง” ที่อีลอน มัสก์ ดูเหมือนว่าจะมีสูงกว่าเจนเซ่น หวง เพราะเขากล้าทำในสิ่งที่อาจจะมีโอกาสล้มเหลวสูง และถ้าล้มเหลวก็อาจจะทำให้เขาล้มละลายได้เลย ตัวอย่างเช่น ในช่วงหนึ่งที่เทสลายังไม่ประสบความสำเร็จนั้น เขาแทบจะต้องทุ่มเงินส่วนตัวทั้งหมดและ “จำนำ” ทุกอย่างที่มีเพื่อนำเงินมาหล่อเลี้ยงไม่ให้บริษัทล้มละลาย โชคดี ที่เขารอดมาได้และบริษัทเริ่มประสบความสำเร็จในการผลิตและขายรถได้อย่างจริงจัง ในขณะที่เจน เซ่น หวงนั้น สิ่งที่เขาเสี่ยงนั้น ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่ก่อตั้ง NVIDIA ในช่วงแรก ๆ เท่านั้น เพราะหลังจากนั้นธุรกิจก็ไปได้เรื่อย ๆ และบริษัทก็เติบโตไปอย่างต่อเนื่องมั่นคงแม้ว่าจะไม่ได้โตระเบิดในช่วงแรกก่อนที่กระแสของ AI จะมา

ประเด็นสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของภาพพจน์และการสื่อสารกับสาธารณชนของ “ผู้ยิ่งใหญ่” ทั้งสอง ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญมากและมีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของบริษัทเป็นอย่างมาก เหตุก็เพราะบริษัทสร้างและขายสินค้าหรือบริการที่เป็น “สิ่งใหม่ที่จะปฏิวัติโลก” ภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของทุกคนตั้งแต่คู่ค้า ลูกค้าซึ่งก็คือบุคคลธรรมดา และรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จะต้องมีความรู้สึกและความคิดที่ดีต่อเจ้าของและผู้นำของบริษัท

อีลอน มัสก์ นั้น ภาพที่เป็นมาตลอดก็คือ เขาเป็น “อัจฉริยะ” ทางด้านความคิดและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงคุณสมบัติที่จะ “ทำให้สำเร็จ” ในสิ่งที่คนทั่วไปรวมถึง “ผู้เชี่ยวชาญ” คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ว่าที่จริงคนอื่นอาจจะไม่เคยคิดเลย เช่น การยิงจรวดแล้วเก็บตัวจรวดกลับมาใช้ใหม่แทนที่จะปล่อยมันตกทะเลไป เป็นต้น

ดังนั้น คนทั่วไปรวมถึงคนชั้นนำในวงการต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างก็ “ซูฮก” หรือนับถือและเชื่อมั่นในตัวเขามาก ไม่ว่าเขาจะ “โม้” อะไรมากน้อยแค่ไหน คนก็เชื่อว่าเขาจะทำได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้เขาสามารถดึงพลังจากสังคมมหาศาลมาช่วยทำให้งานหรือความฝันของเขาสำเร็จได้ง่ายขึ้นมาก

ตัวอย่างล่าสุดก็คือ การนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จและได้รับเงินจาก IPO มากที่สุดในประวัติศาสตร์คิดเป็นเงิน 7.5 หมื่นล้านเหรียญ หรือประมาณ 2.5ล้านล้านบาท ที่จะถูกนำไปสร้างโครงการต่าง ๆ “ในฝัน” ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง ธุรกิจที่ทำอยู่ในปัจจุบัน บริษัทก็ยังแทบจะไม่มีกำไรเลย

เจนเซ่น หวงนั้น เพิ่งจะดังมาไม่นานและหลังจากอีลอน มัสก์ มาก แต่เขาก็ “สร้างตัวตน” มาตั้งแต่แรกโดยการ “สวมเสื้อหนังสีดำตัวเก่ง” ออกทุกงานจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาจจะคล้าย ๆ กับสตีฟ จ็อบส์ สมัยที่เขาเป็นผู้บริหารอยู่ที่แอปเปิลที่มักจะสวมเสื้อยืดคอเต่าสีน้ำตาลตลอดเวลา สัญลักษณ์ของเจนเซ่น หวงที่ต้องการโชว์ก็คือ เขาเป็น “วิศวกร” ที่คุมการผลิตชิพ AI ที่ยอดเยี่ยมไม่มีใครสู้ได้และทุกคนต้องการ และมันกำลังเปลี่ยนโลก ภาพของเขาจะต้องเป็นคน “ติดดิน” คลุกคลีกับชั้นกลาง ทำงานหนัก กินข้าวบ้าน และดื่มเหล้าสังสรรค์บ้างหลังเลิกงาน

ดังนั้น ภาพที่ปรากฏเวลาเจนเซ่น หวง เดินทางไปติดต่อธุรกิจต่างประเทศ เขาจะต้องชวนผู้นำของประเทศและนักธุรกิจคู่ค้าไป “หาอะไรกินในตลาด” หลังเสร็จประชุม เขาไม่ไปนั่งในห้องติดแอร์แต่มักจะนั่งหน้าร้านและสั่งอาหารรวมถึงเหล้าเบียร์ท้องถิ่นมากินแบบเดียวกับคนในประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอเซียเหล่านั้น

ภาพเจนเซ่น หวง คู่กับผู้บริหารซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทล้านล้านบาทอย่างซัมซุงกลางตลาดนัดกลางกรุงโซลนั้น ทำให้คนเกาหลีและแทบทุกประเทศในเอเชียต่างก็ “ร้องกรี๊ด” เพราะแทบจะไม่มีใครเคยเห็นว่า คนที่ยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าของบริษัทระดับโลก และรวยขนาดนั้นจะมานั่งกินอาหารร่วมกับคนธรรมดา ๆ อย่างเรา ๆ

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คนคิดว่า เจนเซ่น หวง นั้น เขาก็เคยเป็นแบบเดียวกับเรา ตอนนี้เขาประสบความสำเร็จสุดยอด แต่เขาไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเป็นพวกเราเสมอ ไม่เคยลืมตัวตนและใช้ชีวิตอย่างเดิมที่น่ายกย่อง ซึ่งสำหรับผมแล้ว นาทีนี้ เจนเซ่น หวง มีสถานะใกล้เคียงกับ อีลอน มัสก์ ในแง่ของภาพพจน์ที่ดีโดยเฉพาะสำหรับคนในเอเชียซึ่งก็เป็นตลาดสำคัญของโลกในยุค AI

ชีวิตและความสำเร็จของเจนเซ่น หวง และอีลอน มัสก์ นั้นเป็นกระจกเงาบอกผมหรือทำให้ผมคิดไปถึงประเด็นที่คนพูดและเถียงกันมากในระยะหลังนี้ว่า ระหว่างจีน กับ สหรัฐอเมริกา ใครจะ “ชนะ” ในสงครามชิงความยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งนั่นก็จะส่งผลต่อไปถึงประเด็นว่า เศรษฐกิจไหนจะใหญ่กว่ากันในอนาคต ซึ่งนั่นก็ไม่พ้นเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และตลาดหุ้นของประเทศไหนจะโตกว่ากันในอีกหลายปีหรือหลายสิบปีหลังจากนี้

ผมเองก็ไม่แน่ใจ ผมรู้แต่เพียงว่า จีนนั้น เก่งทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม ผลิตสินค้าได้ดีและถูกมาก อะไรที่เป็นเรื่องของการผลิต เช่น หุ่นยนต์หรือรถไฟฟ้าหรือเครื่องใช้ไม้สอยไฮเท็ค จีนน่าจะชนะแน่นอน ดูเจนเซ่น หวง เป็นตัวอย่าง เพราะเขาเป็นคนจีน และในเมืองจีนนั้น คนที่คล้าย ๆ เจนเซ่น หวง น่าจะมีมากมาย

ส่วนอเมริกานั้น ความแข็งแกร่งอยู่ที่การเป็นประเทศที่คนเก่ง ๆ และฉลาดมากจากทั่วโลกรวมถึงคนจีนอยากเข้าไปอยู่ จริง ๆ คนที่ไม่เก่งและไม่ฉลาดก็อยากเข้าไปอยู่ เพราะมันเป็นประเทศแห่งเสรีภาพและเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถคิดและทำตาม “ความฝัน” ของตนเองได้ และคนอย่างอีลอน มัสก์ก็คือคนหนึ่ง เช่นเดียวกับเจนเซ่น หวง ที่ได้ใช้โอกาสนั้นในอเมริกา

เราคงต้องรอดูต่อไปว่า ระหว่างประเทศที่คนเต็มไปด้วยประสิทธิภาพและสร้างผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบอย่างจีน และประเทศที่เปิดโอกาสให้คนช่างฝันทั่วโลกเข้าไปอยู่อาศัยอย่างอเมริกา ใครจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว นาทีนี้ สหรัฐดูเหมือนว่าจะชนะ มองจากมูลค่าของตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์พยายาม “ปิดประเทศ” บางส่วน อาจจะทำให้อเมริกาแพ้ได้



From Settrade

12 มิถุนายน 2569

Connecting a GoDaddy Subdomain to Google Cloud Run

Connecting a GoDaddy Subdomain to Google Cloud Run
  • Goal: point newsubdomain.mydomain.com to a service running on Cloud Run.
  • Check the region first: built-in domain mapping works only in supported regions (e.g. us-central1, us-east1, europe-west1). Other regions need a Load Balancer instead.
  • In Cloud Run: open Domain mappings → Add Mapping → pick your service → verify ownership of mydomain.com→ enter the full subdomain.
  • Cloud Run gives you a CNAME value: ghs.googlehosted.com (subdomains get one clean CNAME; only the apex domain needs A/AAAA records).
  • In GoDaddy DNS: add a CNAME record → Host: newsubdomain (label only) → Value: ghs.googlehosted.com → TTL default → Save.
  • Avoid conflicts: remove any existing forwarding or record using the same newsubdomain host.
  • Wait & verify: DNS propagates in minutes to a few hours; Google auto-issues the SSL certificate. Check at dnschecker.org, then open https://newsubdomain.mydomain.com.

Docs: https://docs.cloud.google.com/run/docs/mapping-custom-domains

08 มิถุนายน 2569

เรารักวิกฤติ โดยเฉพาะถ้ามีเงินสด โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าผมคงมีความรู้สึกโศกเศร้าถ้าเกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นตกลงมาหนักซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากเดือดร้อนและยากจนลง ผมไม่ได้เชียร์ให้เกิดวิกฤติอย่างแน่นอน ผมอยากจะให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นดีและคนมีความสุข แต่ผมจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ของโลกหรือประเทศไทย ถ้ามันจะเกิด มันก็ต้องเกิด และมันก็จะต้องเกิดแน่นอนในวันใดวันหนึ่งอีกไม่นาน เพราะฉะนั้น มาดูหรือมาคิดว่าโดยส่วนตัวเราจะเลี่ยงจากผลกระทบของมันได้แค่ไหน และที่สำคัญ มีทางที่จะได้ประโยชน์จากมันด้วยการลงทุนหรือไม่

จากประสบการณ์ของวอเร็น บัฟเฟตต์ คงต้องบอกว่า เขา “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุน เพราะความสำเร็จครั้งใหญ่ของเขาหลายครั้งมาจาก “วิกฤติ” ทั้งที่เกิดเฉพาะกับตัวหุ้นและวิกฤติตลาดหุ้นโดยรวม ที่ทำให้หุ้นบางตัวที่มีพื้นฐาน “ดีมาก” มีราคาตกลงมาหนักขนาดเหลือไม่ถึง 50% จากราคาปกติ ซึ่งเป็นโอกาสให้เขาเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนมาก บางทีขนาด “ครึ่งพอร์ต” ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวิกฤติผ่านไปแล้ว หุ้นก็ฟื้นอย่างโดดเด่น ทำให้เขาได้กำไรหรือได้ผลตอบแทนสุดยอด

เขาเคยบอกว่า “จงกลัวเมื่อคนกล้า และกล้าเมื่อคนกลัว” โดยเฉพาะจากวิกฤติ

มาดูประสบการณ์บางเรื่องที่สำคัญของบัฟเฟตต์ดู เริ่มจาก วิกฤติบริษัทหรือหุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสในปี 1964 ที่เกิดการโกงกรณี “เรื่องฉาวโฉ่น้ำมันสลัด” ที่เกิดในแผนกซื้อ-ขายสินค้าโภคภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงคือ บริษัทจะขาดทุนหนัก และทำให้เสียชื่อเสียงและอาจกระทบกับธุรกิจบัตรเครดิตซึ่งเป็นธุรกิจหลัก

หุ้นอเมริกันเอ็กซเพรสตกลงมา 50% แต่บัฟเฟตต์เข้าไปซื้ออย่างหนักด้วยเงินประมาณ 40% ของพอร์ตหลังจากที่ลงทุนเดินทางไปตรวจสอบในภาคสนามว่าคนยังใช้บัตรเครดิตและซื้อเช็คเดินทางที่อเมริกันเอ็กซเพรสเป็นผู้นำทิ้งขาดคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่นหรือเปล่า ซึ่งก็พบว่า คนยังใช้บริการ “เอเม็กซ์” ปกติ

ผลก็คือหุ้นเอเม็กซ์ฟื้นตัวและทำกำไรให้บัฟเฟตต์มหาศาล กลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตัวหนึ่งของบัฟเฟตต์ที่เขายังถือมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 60 ปี

วิกฤติตลาดหุ้นปี 1973-74 เป็นวิกฤติที่รุนแรงมาก อเมริกากำลัง “แพ้สงครามเวียตนาม” ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นวิกฤติอานิสงค์จากสงครามอาหรับ-อิสราเอล เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงลิ่วเป็น 10% แต่เศรษฐกิจตกต่ำเป็น “Stagflation” คนรุ่นหนุ่มสาวหมดหวังในชีวิตทำตัวเป็น “ฮิบปี้” ที่ใช้ชีวิตแบบ “ไร้สาระ” ประท้วงรัฐบาล ทั้งหมดทำให้ตลาดหุ้นวิกฤติตกลงมา 40-50% คนต่างก็หนีจากตลาดหุ้น

บัฟเฟตต์เห็นหุ้นวอชิงตันโพสต์ หนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียงสุดยอดที่ได้รับการยอมรับทั่วอเมริกาและในโลกราคาหุ้นตกลงมาเหลือน้อยมาก และในเวลานั้น สื่อก็เป็นสิ่งที่กำลังโตและมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่โลกเปิดกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาทุ่มเงิน 10 ล้านเหรียญเข้าซื้อจนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่” และสนิทใกล้ชิดกับเจ้าของและเป็นที่ปรึกษาต่อมาอีกนานจนเธอเสียชีวิต

เงินลงทุน 10 ล้านเหรียญนั้น ต่อมาเติบโตขึ้น 100 เท่าเป็น 1,000 ล้านเหรียญ และกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์อีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 19 ตุลาคมปี 1987 ตลาดหุ้นอเมริกาตกลงมาแรงที่สุดวันเดียวในประวัติศาสตร์ คือดัชนีดาวโจนส์ตกลงมา 22.6% และต่อมาถูกเรียกว่า “Black Monday” เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าตลาดหุ้นในขณะนั้น “แพงเกินไป” และตลาดในช่วงนั้นเริ่มมีการซื้อ-ขายหุ้นด้วย “โปรแกรมคอมพิวเตอร์” ที่อ้างว่าสามารถป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตหุ้นได้ ซึ่งวันนั้นก็อาจจะเป็นวันที่โปรแกรมทั้งหลายต่างก็ทำงานพร้อมกันที่ตัดสินใจให้ขายหุ้นที่ “แพงเกินไป” หุ้นจึงตกเพราะแทบจะไม่มีคนซื้อเลยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไรในวันนั้น

บัฟเฟตต์เข้าไปซื้อหุ้นโคคา-โคลาในปี 1988-1989 เป็นจำนวนประมาณ 1,000 ล้านเหรียญ ในช่วงที่ราคาหุ้นตกต่ำลงมากหลัง “วันจันทร์ทมิฬ” นั้น โดยเหตุผลที่หุ้นโค๊กตกลงมาต่อเนื่องก็เพราะว่าบริษัทเติบโตช้าลง การขยายกิจการไปต่างประเทศมีความไม่แน่นอนด้วย

แต่บัฟเฟตต์เห็นว่าโค๊กเป็นยี่ห้อน้ำดำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและแทบเป็น “สัญลักษณ์ของอเมริกัน” เป็นธุรกิจที่มีกำไรดีมากและมีโอกาสที่จะขยายไปทั่วโลกในอนาคตได้อย่างแน่นอน

หุ้นโค๊กปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนมีมูลค่าเป็นหมื่น ๆ ล้านเหรียญและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนที่ยิ่งใหญ่ของบัฟเฟตต์มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับที่กลายเป็นเครื่องดื่ม “ประจำตัว” ของบัฟเฟตต์ที่เขา “ดื่มทุกวัน” แทนเป็ปซี่

กรณีสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ การซื้อหุ้น Goldman Sachs ในช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2008 ของบัฟเฟตต์ด้วยเม็ดเงินถึง 5 พันล้านเหรียญ โดยที่เขาสามารถต่อรองเงื่อนไขที่ดีมาก คือ ซื้อเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพที่ได้ดอกเบี้ยปีละ 10% และมีโอกาสที่จะแปลงเป็นหุ้นสามัญผ่านวอแร้นต์ที่กำหนดราคาแปลงสภาพแน่นอนในราคาต่ำมาก

และเหตุผลที่เขาได้ดีลดีมากก็เพราะว่าในยามวิกฤติรุนแรงที่ทำให้สถาบันการเงินใหญ่ ๆ แทบทั้งหมด “ล่มสลาย” อานิสงค์จากการล่มสลายของธนาคารเลย์แมนบราเธอร์และหุ้นกู้ซับไพร์ม บัฟเฟตต์เป็น “คนเดียว” ที่มีเงินสดมหาศาลที่คนต่างก็เข้ามาหา ในยามวิกฤตินั้นคนรู้ว่า “บัฟเฟตต์คือพระเจ้า”

โกลด์แมนซาคส์ฟื้นเพราะเงินจากบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์ได้ทั้งดอกเบี้ยและกำไรจากหุ้นนับเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญ และนั่นก็ทำให้คนเริ่มเข้าใจว่าทำไมบัฟเฟตต์จึงถือเงินสดค่อนข้างมากตลอดเวลา นั่นก็คือ เขารอว่าจะมีบริษัทหรือหุ้นตัวไหนเกิด “วิกฤติ” ที่จำเป็นต้องใช้เงินรีบด่วน หรือเขาจำเป็นต้องมีเงินทันทีเพื่อเข้าไป “ฉวยโอกาส” ในช่วง “เวลาทอง” ที่จะได้ “ของดี ราคาถูกสุดยอด” เมื่อเกิด “วิกฤติ”

ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองต่อเรื่องของ “วิกฤติ” นั้น คงต้องบอกว่าผมเอง “รักวิกฤติ” ในแง่ของการลงทุนเช่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ผมเชื่อคำพูดของบัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าเราเป็นนักลงทุนตลอดชีวิต คือเอาเงินมาซื้อหุ้นเรื่อย ๆ ตลอดไปไม่มีการขาย เราคงอยากซื้อหุ้นถูก ๆ คือตอนหุ้นตก แต่หุ้นที่จะถูกมากที่เราจะซื้อได้นั้น มักจะมาตอนวิกฤติ ดังนั้น เราควรจะชอบหรือรักวิกฤติ เพราะวิกฤติทำให้เราได้ซื้อของดี ราคาถูก และนั่นก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนระยะยาวสูง และอาจจะทำให้เรารวยได้

เรื่องแรกของผมก็คือ สิ่งที่ผมพูดมาตลอด นั่นก็คือ ผมโชคดีที่เข้าตลาดหุ้นเต็มที่ในปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ที่ตลาดตกลงมา 53% ในขณะที่ผมมีเงินสดที่เก็บออมไว้เต็มมือ และผมลงทุนมันทั้งหมดในปีวิกฤติ ในหุ้นที่ดีหรือดีมากในราคาที่ถูกมาก แค่ปันผลก็แทบจะได้ปีละ 10% แล้ว ผมไม่กลัววิกฤติเลย ผมรักมัน

ย้อนกลับไปดูข้อมูลผลตอบแทนของพอร์ตย้อนหลังซึ่งผมบันทึกไว้ตลอดจนถึงวันนี้และพบว่า หลังจากปีวิกฤติปี 2540 คือปี 2541 ผลตอบแทนของผมดีเยี่ยมคือประมาณ 46% อานิสงค์จากการได้ซื้อหุ้นที่ถูกมากเพราะเกิดวิกฤติ

หลังจากนั้นเพียง 3 ปี ในปี 2543 หรือปี 2000 ตลาดหุ้นไทยก็เกิดวิกฤติอีกครั้ง ตามตลาดหุ้นอเมริกาที่เกิดวิกฤติหุ้นไฮเท็ค ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยตกลงมา 44% โดยที่นักลงทุนหรือสื่อแทบจะไม่สนใจเพราะแทบจะไม่มีใครลงทุนในหุ้น การซื้อ-ขายหุ้นต่อวันเฉลี่ยแค่ 3-4,000 ล้านบาท

พอร์ตลงทุนของผมยังบวกที่ 22% เหตุผลคงเป็นเพราะว่ามีหุ้นแค่ประมาณ 10 กว่าตัวและหุ้นเหล่านั้นไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ไม่ค่อยมีคนซื้อขายและเป็นหุ้นตัวเล็กที่พื้นฐานธุรกิจดีและยังดีขึ้นด้วย และพอถึงปี 2544 หรือปีต่อไป พอร์ตก็โตขึ้นถึง 71% ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นที่บวกขึ้นมา 13% หลังวิกฤติ

วิกฤติครั้งที่ 3 คือปี 2551 หรือปี 2008 ซึ่งเป็นวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา ในปีนั้น หรือว่าที่จริงตลอดมาตั้งแต่ปี 2543 ผมไม่เคยถือเงินสดเลย พอเกิดวิกฤติ พอร์ตผมจึงขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ขาดทุนแค่ 15% แต่ตลาดตกลงมาถึง 48% เพราะเกิดวิกฤติแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

หลังจากนั้น ในปี 2552 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ฟื้นอย่างแรง บวกถึง 63% แต่พอร์ตผมกลับบวกถึง 141% ผมรักวิกฤติ แม้ว่าจะถูกกระทบบ้างแต่ “ฟ้าหลังฝน” นั้นสดใสยิ่งกว่า

ปีโควิด 2020 หรือ 2563 เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะ “ล่มสลาย” เพราะต้องปิดเมืองทั่วโลก กลับรอดพ้นไปได้โดยเฉพาะด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่คนไม่ต้องออกจากบ้าน มีการแจกเงินมหาศาลเพื่อให้คนมีเงินใช้ซื้อสินค้าจำเป็น อย่างไรก็ตาม เงินนั้น จำนวนมากกลับถูกนำไปซื้อหุ้นโดยเฉพาะในอเมริกา ทำให้หุ้นที่ตกลงมาแรงระดับ 30-40% เพราะ “ตกใจ” ฟื้นขึ้นทันที หุ้นไทยเองตกลงมา 8% เช่นเดียวกัน พอร์ตผมลดลงที่ลบ 11% แต่พอถึงปี 2564 พอร์ตผมก็ฟื้นตัว โตขึ้น 21%

ผมรักวิกฤติ แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าวิกฤติครั้งต่อไปมันจะเหมือนเดิมไหม เพราะในระยะหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา VI หรือการลงทุนแบบ VI เองก็ไม่เหมือนเดิม โลกของการลงทุนอาจจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ก็ได้ เพราะแม้แต่บัฟเฟตต์เองก็ไม่สามารถเอาชนะตลาดได้ในกว่าสิบปีที่ผ่านมา




Source: Settrade

01 มิถุนายน 2569

18 จิตวิทยาอยากได้ดี ให้โกหกสมอง


1. แกล้งทำเป็นมั่นใจ แล้วสมองจะค่อยๆ เชื่อ

ยืนตัวตรง พูดชัดขึ้น แล้วบอกตัวเองว่า “เราทำได้”
เพื่อนเราคนนึงตอนสัมภาษณ์งานใหม่ เค้าบอกว่าในใจกลัวตาย แต่แกล้งทำเหมือนมั่นใจ แล้วก็ได้งานจริงๆ!



2. บอกตัวเองว่าเหนื่อยได้ แต่อย่าหยุด

สมองจะเข้าใจว่า “เราโอเคกับความล้า” แต่ยังมีแรงเดินต่อ
เคยพูดกับตัวเองว่า “เหนื่อยเนอะ แต่ไปอีกนิดนะ” แล้วพอถึงเป้าหมาย มันโคตรคุ้มเลย



3. ตั้งนาฬิกาปลุกว่าเรานอนพอแล้ว

แม้นอน 6 ชม. แต่ถ้าตื่นมาแล้วบอกว่า “สดชื่นจัง” สมองจะเชื่อตาม
ลองมาแล้ว เชื่อไหมว่าแค่เปลี่ยนคำพูดตอนตื่น ร่างกายก็ไม่งอแงเหมือนเดิม



4. พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ “รู้สึกเหมือนเราเป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น”

เช่น คาเฟ่เงียบๆ ห้องสมุด หรือฟิตเนส
บางที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เราอยากทำให้ดีที่สุด”



5. บอกตัวเองว่า “นี่ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือการเรียนรู้”

สมองจะหยุดตีตรา แล้วเปิดรับบทเรียนใหม่
เหมือนตอนเราพลาดงานใหญ่ครั้งนึง แต่พอเล่าให้ตัวเองฟังว่าเราได้ประสบการณ์โคตรเยอะ มันก็หายรู้สึกผิดทันที



6. บอกตัวเองว่า “แค่ 5 นาที”

สมองจะหลอกให้เราลงมือ แล้วพอเริ่มแล้วก็มักจะไปต่อได้เอง
เทคนิคนี้ใช้ได้กับทุกอย่าง โดยเฉพาะ “เก็บห้อง” กับ “เริ่มทำงาน”



7. เรียกตัวเองด้วยชื่อเล่นอย่างอ่อนโยน

“เก่งมากนะ เราเอง” หรือ “เออ วันนี้เหนื่อย แต่เราน่ารักอยู่นะ”
การพูดกับตัวเองดีๆ คือวิธีเติมพลังที่อ่อนโยนที่สุด



8. ใส่เสื้อผ้าดีๆ แม้จะอยู่บ้าน

สมองจะคิดว่า “วันนี้สำคัญนะ” แล้วเราก็จะรู้สึกมั่นใจแบบไม่รู้ตัว
ลองแต่งตัวสวยๆ มาทำงานที่บ้านดู แล้ววันนั้นจะ productive ขึ้นโดยไม่รู้ตัว



9. เขียนเป้าหมายให้เหมือนมันเกิดขึ้นแล้ว

เช่น “ฉันมีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน” ไม่ใช่ “ฉันอยากมี…”
การเขียนแบบนี้ทำให้สมองตั้งระบบ GPS ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปที่นั่น



10. สร้าง playlist ที่หลอกอารมณ์เราให้ลุกขึ้น

เลือกเพลงที่ทำให้รู้สึกว่า “เราเป็นนางเอกในหนังชีวิตตัวเอง”
เพลงบางเพลงมีพลังมากกว่ากาแฟอีกนะ บอกเลย



11. เรียกสิ่งที่ยากว่า “เรื่องท้าทาย” แทน “ปัญหา”

สมองจะมองว่าเป็นเกมที่ต้องเล่น ไม่ใช่ภาระ
เปลี่ยนคำเดียว แต่ความรู้สึกเบาขึ้นเยอะเลย



12. บอกตัวเองว่า “ฉันยังไม่รู้…แต่ฉันจะเรียนรู้ได้”

มันเปิดประตูให้กล้าลอง
ไม่ต้องเก่งตั้งแต่แรก แค่กล้าพอจะเริ่มก็พอแล้ว



13. หลอกสมองว่าเรา “ยุ่งมาก” กับสิ่งดีๆ

ยิ่งพูดว่า “ฉันยุ่งกับการดูแลตัวเอง” สมองจะไม่เอาเวลาไปเสียกับเรื่องไร้สาระ
ลองตั้งสเตตัสว่า “ยุ่งอยู่กับความสุข” แล้วดูพลังบวกที่ตามมา



14. เขียนสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันสั้นๆ

สมองจะเริ่มมองโลกในมุมที่ดีโดยอัตโนมัติ
บางวันแค่ “เจอแมวข้างทางน่ารัก” ก็ทำให้วันนั้นดีขึ้นแล้ว



15. บอกสมองว่า “เราทำได้มาแล้วตั้งหลายครั้ง”

เอาความสำเร็จเล็กๆ มาเป็นพลัง
เคยทำผ่านได้ตั้งหลายเรื่อง ทำไมเรื่องนี้จะผ่านไม่ได้ล่ะ?



16. บอกสมองว่า “แค่เราอยู่ตรงนี้ก็พอแล้ว”

ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องเป็นใคร แค่หายใจอยู่ตรงนี้ ก็เก่งมากแล้ว
ความพอดีคือความสุขที่แท้จริง



17. พูดกับตัวเองว่า “ความกลัวแปลว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า”

แล้วความกลัวจะกลายเป็นสัญญาณที่ดี
ทุกครั้งที่กลัว แปลว่าเรากำลังโตอีกขั้น



18. หลอกสมองให้ “ซ้อมความสำเร็จไว้ก่อน”

นึกภาพตัวเองในวันที่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แบบชัดๆ
เหมือนตอนเราหลับตาแล้วจินตนาการว่าเรายืนพูดบนเวทีได้… แล้ววันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นจริง




28 พฤษภาคม 2569

🪿 Golden Goose Farm — ฟาร์มห่านทองคำที่ช่วยให้คุณมองพอร์ตหุ้นในแบบใหม่ 🪿


🪿เคยไหม? แค่จะเปิดดูพอร์ตหุ้นก็รู้สึกเหนื่อยใจเสียแล้ว ตัวเลขแห้ง ๆ สีแดงสีเขียวเต็มจอ กราฟขึ้น ๆ ลง ๆ จนบางวันไม่อยากเปิดดูเลยด้วยซ้ำ Golden Goose Farm เกิดขึ้นเพื่อเปลี่ยนความรู้สึกนั้น ด้วยการเปลี่ยนหุ้นทุกตัวในพอร์ตของคุณให้กลายเป็น "ห่านทองคำ" ที่เดินเล่นอย่างมีชีวิตชีวาอยู่ในฟาร์มแสนน่ารัก


🪿 เริ่มได้ทันทีโดยไม่ต้องสมัครสมาชิก เพียงกด "ทดลองใช้งาน" ก็เข้าไปเดินสำรวจฟาร์มและลองเพิ่มหุ้นได้เลย และเมื่ออยากเก็บพอร์ตของคุณไว้ใช้ในครั้งต่อไป ก็แค่เข้าสู่ระบบด้วย Google เพียงคลิกเดียว ตัวเว็บออกแบบมาให้ใช้ง่าย ตัวหนังสือใหญ่ อ่านสบายตา เปิดได้ทั้งบนมือถือและคอมพิวเตอร์


🪿 ทุกครั้งที่เพิ่มหุ้นเข้าพอร์ต ห่านตัวใหม่จะโผล่มาเดินเล่นในฟาร์มทันที แต่ละตัวมีสีเฉพาะของมันเอง พร้อมป้ายชื่อสัญลักษณ์หุ้นติดอยู่ ลองคลิกที่ห่านตัวไหนก็ได้ แล้วคุณจะเห็นว่าห่านตัวนั้นออกไข่ทองคำ — หรือก็คือเงินปันผล — ให้คุณปีละเท่าไหร่ และมูลค่ารวมของหุ้นตัวนั้นในพอร์ตตอนนี้อยู่ที่เท่าไร


🪿 อยากได้ไอเดียหุ้นปันผลใหม่ ๆ? แวะที่หน้า "ห่านแนะนำ" ได้เลย ระบบจะคัดหุ้นให้อัตโนมัติตามเกณฑ์พื้นฐานที่นักลงทุนปันผลคุ้นเคย ทั้งเงินปันผลสูงกว่า 5% ค่า P/E ในช่วง 5–15 และ ROE มากกว่า 10% เหมาะสำหรับคนที่อยากเริ่มต้นมองหาหุ้นปันผล โดยไม่ต้องนั่งกรองข้อมูลเองให้ปวดหัว


🪿 ลองเข้าไปเลี้ยงห่านของคุณได้ที่ https://golden-goose-farm.piggyman007.com เพราะพอร์ตที่ดี ควรมีชีวิตชีวา ไม่ใช่แค่ตัวเลขนิ่ง ๆ บนหน้าจอ




🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚🥚

25 พฤษภาคม 2569

หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ความก้าวหน้าแบบ “ก้าวกระโดด” ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ “เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง” ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่าง ๆ ได้แทบทุกอย่างทั้งงานที่ซับซ้อนมาก ๆ อย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่าง และงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรกเช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี

หุ้นเท็คหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด “ยักษ์” ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ “หุ้นเจ็ดนางฟ้า” หรือ “Magnificent 7” ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น “เกม” นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “กระแสของ AI” กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AIอย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อย ๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี “ค่าจ้าง” ต่ำลงเรื่อย ๆ

ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง “หยุดได้แล้ว” เพราะคนในโลกจะ “ไม่มีงานทำ” และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ “สูญพันธุ์” ไป และโลกจะมีแต่ “มนุษย์ AI” ที่เป็น “ซิลิคอน” มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ “ไม่ตาย” และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ

ผมอาจจะพูด “เพ้อฝัน” ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี?

ในมุมมองทางด้าน “หุ้น” ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น “Ultimate Super Growth” หรือธุรกิจที่จะ “โตเร็ว โตมาก และโตนานที่สุด” และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์ ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ “ครอบงำ” ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐ

หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และหุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด

พูดง่าย ๆ ตอนนี้ นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้ มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต “ระเบิด” และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

ทั้งหมดนั้นก็คือ “สตอรี่” ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ “หลุดโลก” แต่แค่ “เรื่องราวหรือเรื่องเล่า” นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้

หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นก็คือ

1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้น จะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาดเพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้

2) หุ้นถูก “คอร์เนอร์” โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง “พื้นฐาน” ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ “ราคาหุ้นที่เหมาะสม” เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก

นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลทฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชั่น พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร

และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด

3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ

คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?
คำตอบของผมก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ

1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น

หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ “ฟองสบู่หุ้น AI” แตก

2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงค์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้าเช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรง และทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทะลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลายเช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้

3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิดก็เช่น มี “ข่าวลือ” ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี “ลาภลอย” ของบริษัท AI ที่ “ทำกำไรมากเกินไป” หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน “ตกงาน”มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย “คิดภาษีสรรพสามิต” สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรือ อย่างในประเทศที่รัฐต้องการ “ควบคุมข่าวสาร” เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น

ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ “ฟองสบู่” ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้
สำหรับผมเองนั้น ก็ได้แต่รอต่อไป



From Settrade.com

18 พฤษภาคม 2569

เรื่องของดวงและโชคชะตาในการลงทุน - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ตั้งแต่เด็กจนถึงวันสุดท้ายก่อนที่ผมจะ “รวยและประสบความสำเร็จในชีวิต” ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องศาสตร์ลี้ลับ ดวงหรือโชคชะตาในแง่ที่ว่า มันเป็นตัวกำหนดว่าเราจะประสบความสำเร็จ ร่ำรวย และมีความสุขโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรและ “ไม่ต้องมีเหตุผล” อย่างคนที่เชื่อในเรื่องเหล่านี้จำนวนมากในประเทศไทย 

แต่หลังจากนั้น ตอนที่อายุเกือบจะ 60 ปีแล้ว ผมก็เริ่มศึกษาและคิดทบทวนว่า ดวงหรือโชคชะตานั้น มันไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตและความสำเร็จของเราจริง ๆ หรือเปล่า? ที่ผมรวยและประสบความสำเร็จในเรื่องของการลงทุนนั้น เป็นเรื่องของความสามารถ การทำงานหนัก การมีวินัย เหนือกว่าคนอื่น ๆ เท่านั้นหรือ ไม่มีเรื่องของโชคหรือดวงเข้ามาเกี่ยวข้องแน่หรือ?

คำตอบของผมแบบ “ไม่ลำเอียง” ก็คือ ผมมีความสามารถในการวิเคราะห์และเลือกหุ้นระดับดีถึงดีมากแต่ก็ไม่ใช่ระดับท็อป เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ผมไม่ได้ทำงานหนักเท่าที่ควร ช่วงที่เริ่มต้นชีวิตการลงทุนแบบ VI ใหม่ ๆ ยังทำงานประจำเต็มเวลาที่ค่อนข้างหนัก ใช้เวลาในการศึกษาหุ้นน้อย สิ่งที่น่าจะโดดเด่นจริง ๆ คงเป็นเรื่องของ “วินัย” ในการลงทุนที่ค่อนข้างจะมั่นคง เหตุผลก็เพราะผมเชื่อในหลักการแบบ “VI” มากกว่าคนอื่น โดยรวมแล้วถ้าให้คะแนนความเก่งและการเลือกหุ้น ผมอาจจะอยู่ในระดับ B+ หรือ A-

ความสำเร็จของผมส่วนใหญ่น่าจะมาจาก “โชคดี” ในแง่ที่ว่า ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากโดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงิน “ล่มสลาย” ซึ่งทำให้ดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นตัวแทนของบริษัทเหล่านั้น ตกลงมาอย่างหนักระดับ 90% จากจุดสูงสุด และก็ทำให้ผมที่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ “ตกงาน” และไม่รู้ว่าจะหางานใหม่ที่ดีเท่าเดิมได้อย่างไร

“โชคดี” อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมเรียนจบปริญญาเอกทางด้าน “การลงทุน” และได้ “บริหารพอร์ตหุ้นของบริษัท” หรือที่เรียกว่า “Prop Fund” ก่อนหน้านั้นประมาณ 2-3 ปี อยู่แล้ว และกลยุทธ์ที่ใช้ก็รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นด้วย “ปัจจัยพื้นฐาน” ซึ่งเป็น “รากฐาน” ส่วนหนึ่งของ “การลงทุนแบบ VI” ที่กำลังโด่งดังในอเมริกานำโดย “วอเร็น บัฟเฟตต์” ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นคนที่รวยที่สุดในอเมริกา แต่เมืองไทยยังไม่มีใครรู้จัก ว่าที่จริงคนไทยแทบจะ “เลิกเล่นหุ้น” ไปหมดแล้ว

โชคร้ายที่ต้องตกงานทำให้ผมต้อง “หาทางรอดของชีวิต” และจากการวิเคราะห์ผมพบว่าการลงทุนในหุ้นที่ในยามนั้นยังมีหุ้นที่พื้นฐานทางธุรกิจดีมาก แต่ราคาตกต่ำลงมาจนทำให้ค่า PE เหลือแค่ 5 เท่า และจ่ายปันผลระดับ 10% หลาย ๆ ตัว ซึ่งต้องถือว่า “โชคดีมาก” ดังนั้น ผมจึงทุ่มเงินทั้งหมดลงในหุ้นประมาณ 10 ตัว โดยอิงกับหลักการสำคัญของ VI แบบบัฟเฟตต์ที่บอกว่า ลงทุนหุ้นให้คิดว่าเป็นการ “ลงทุนในธุรกิจ” อย่าไปคิดว่าซื้อแล้วจะขายเมื่อราคาขึ้นมา ว่าที่จริง ในช่วงนั้น ตลาดหุ้นแทบจะไม่มีสภาพคล่อง ปริมาณซื้อขายวันละแค่ 2-3,000 ล้านบาท ซื้อแล้วอย่าคิดว่าจะขายได้ง่าย ๆ

หลังจากนั้นอีกเช่นกัน เศรษฐกิจทั้งประเทศเงียบเหงา บริษัทเกือบทุกแห่งกำลัง “ปรับโครงสร้าง” ให้พ้นจากการล้มละลาย ผมจึงมีเวลาว่างค่อนข้างมาก และเริ่มเขียนหนังสือและบทความเผยแพร่ความคิดและหลักการลงทุนแบบ VI ซึ่งเป็นการลงทุนแนวใหม่ของประเทศไทย “ตีแตก” น่าจะเป็นหนังสือเล่มแรกที่พูดถึงหลักการแบบ VI เช่นเดียวกับบทความ “โลกในมุมมองของ Value Investor” ที่เสนอมุมมองของคนที่ประกาศตัวว่าเป็น “นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า” ซึ่งยังคงมีการเขียนอย่างต่อเนื่องถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว เช่นเดียวกับหนังสือ “ตีแตก” ที่ก็ยังคงพิมพ์ขายอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 30 ปีแช่นเดียวกัน

ต้องถือว่าผม “โชคดี” ในฐานะของนักลงทุนที่ “เกิด” ในช่วงเวลาที่ถูกต้อง คือเกิดหลังจากวิกฤติครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นที่ทำให้เกิดหุ้นราคาถูกมากมายให้เลือกลงทุน และในวันที่ “เกิด” นั้น ผมพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็น “ผู้นำ” เพราะมีความรู้ที่ฝึกปรือมาเป็นอย่างดี มีเงินออมพอสมควรในขณะที่คนอื่นที่เป็นนักลงทุนนั้น “เจ๊ง” กันแทบหมด ความรู้และความสามารถของผมในวันนั้นในแง่ของการเป็น VI ก็ไม่ได้มากมายอะไร แต่ผมแทบไม่ต้องแข่งกับใคร ดังนั้น ผมได้เปรียบมาก

การเป็น “คนแรก” ทำให้ผมเป็นที่ยอมรับและทำให้สื่อหรือคนที่จัดงานสัมมนาเรื่องการลงทุนเชิญไปพูดบรรยายและให้ความเห็น นั่นทำให้ผมต้องศึกษา เรียนรู้ และกลายเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้น และนั่นทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Compounding Effect” คือ “ผลตอบแทนทบต้น” ของความรู้ หรือก็คือ ความรู้เดิมที่มีอยู่ก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณเหมือนกับเรื่องของเงินหรือการลงทุนที่เพิ่มขึ้นแบบ “ทบต้น” ทุกปี
ทั้งหมดนั้นก็คือเรื่องของ “ดวง” ที่ผมบังเอิญ “โชคดี” ที่ “เกิด” ในเวลาที่ถูกต้อง

วอเร็น บัฟเฟตต์ เองบอกว่า เขา “โชคดี” ที่ “เกิด” ที่อเมริกาและเป็นชายผิวขาว ทำให้เขาประสบความสำเร็จจากการลงทุนสุดยอด เขาอาจจะไม่ได้พูด แต่ผมอยากเติมว่า เขาโชคดีที่เกิดในปี 1930 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและตลาดหุ้นครั้งใหญ่และดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาประมาณ 90% และตลาดหุ้นเงียบเหงาจนถึงวันที่เขาโตและเริ่มสนใจในหุ้นและพบกับ เบน เกรแฮม ในปี 1952-53 และเข้ามาลงทุนด้วยตนเองเต็มตัว ซึ่งหลังจากนั้น ตลาดหุ้นก็วิ่งแบบติดจรวด อานิสงค์จากการที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงและอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก

เรื่องของ “ดวงเกิด” นั้น มีผลต่อความสำเร็จมากมายและได้รับการพิสูจน์ทางสถิติที่โด่งดังและกล่าวถึงในหนังสือชื่อ “Outliers” ของ “Malcolm Gladwell” ที่กล่าวถึงนักกีฬาฮ็อกกี้แคนาดาที่เป็นดารานั้น ส่วนใหญ่มักเกิดใน 3 เดือนแรกของปี คือ มกราคม-มีนาคม และเหตุผลก็คือ คนเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วก็คือคนที่มาจาก “ทีมเด็ก” ที่ถูกคัดตัวเข้าทีมตอนอายุแค่ 8-9 ขวบ

และคนที่ได้รับการคัดเลือกตอนเด็กนั้น เขาจะนับอายุตามปีปฏิทิน คือถ้าเกิดเดือนมกราคม ก็คือนับว่า 1 ขวบในปีนั้นเท่ากับคนที่เกิดเดือนธันวาคม โดยไม่ดูวันเกิดจริง ผลก็คือ เด็กที่เกิดตอนต้นปีจะได้เปรียบมาก เพราะเด็กอายุ 8 ขวบที่เกิดต้นปีอาจจะแก่กว่าเด็กที่เกิดปลายปีถึง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พวกเขาก็มักจะชนะ ได้รับการคัดเลือกเพราะพวกเขาตัวโตกว่า แข็งแรงกว่า และเก่งกว่า

พอได้เข้าทีม พวกเขาก็จะมีโค้ชที่ดี มีโอกาสแข่งขันและมีประสบการณ์มากกว่า สุดท้ายพวกเขาก็เก่งกว่าและก็มีโอกาสพัฒนาและก้าวหน้ากว่า วนเป็นลูปไปเรื่อย ๆ แบบ “ทบต้น” และในที่สุดก็กลายเป็นดาราของนักกีฬาฮ็อกกี้

และนี่ก็คือ คนดวงดีหรือโชคดีที่ “เกิด” ต้นปี และแน่นอนว่าไม่ใช่คนที่เกิดต้นปีจะต้องประสบความสำเร็จหรือชนะเสมอไป แต่พวกเขามีโอกาสมากกว่า และโอกาสนั้น ในช่วงแรกหรือเริ่มต้นอาจจะทำให้พวกเขาได้เปรียบหรือชนะเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบก็จะ “Compounded” หรือ “ทบต้น” และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทิ้งห่างคนที่ “เกิดผิดเวลา”

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเด็กเล็กที่กำลังจะเข้าเรียนโรงเรียนดังของไทยที่คนต้องแข่งขันกันหนักมากเวลาที่จะเข้าตอนเรียนอนุบาลซึ่งรวมถึงหลานผมหลายคน

ประเด็นก็คือ เด็กเล็กเหล่านี้ที่จะสมัครเข้าเรียนจะต้องมีอายุตามเกณฑ์โดยโรงเรียนก็จะนับจากวันที่กำหนดเช่น 31 สิงหาคม เป็นวันตัดอายุ เด็กที่เกิดเดือนกันยายนก็จะได้เปรียบมาก เพราะวันที่เขาจะเข้าเรียนนั้น เขาจะมีอายุจริงคือเกือบ 4 ปี เทียบกับเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมที่จะมีอายุแค่ 3 ปีเศษ ดังนั้น เวลาไปสอบคัดเลือกเขาก็มีโอกาสแพ้มากกว่าและไม่ได้เข้าเรียน

เมื่อเข้าเรียนแล้ว เนื่องจากมีอายุมากกว่าเพื่อน ก็จะมีความสามารถกว่า ครูก็อาจจะเอาใจใส่มากกว่า มีโอกาสแสดงความสามารถมากกว่า และกระบวนการนั้นวนเป็นลูป ทำให้เด็กเก่งมากขึ้นแบบทวีคูณหรือ “ทบต้น” นี่ก็อาจจะทำให้เด็กที่เกิดเดือนกันยายนได้เปรียบไปตลอดและประสบความสำเร็จมากกว่าเด็กที่เกิดเดือนกรกฎาคมได้

พูดถึงเรื่องที่ใหญ่ขึ้นก็เช่นเรื่องของความก้าวหน้าหรือพัฒนาของประเทศในโลก ผมได้อ่านหนังสือเขียนโดย หลี่ ลู่ นักลงทุน VI ชื่อดัง ศิษย์เอกของชาลี มังเกอร์ ชื่อในหนังสือแปลภาษาไทยคือ “ก่อร่างสร้างจีน” ก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ทำไมจีนที่เคยเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งจึงตกอันดับมากในช่วง 200-300 ปีหลัง ขณะที่ประเทศตะวันตกเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกากลายเป็นอภิมหาอำนาจโลกแทน และถึงปัจจุบันที่จีนกำลังก้าวขึ้นมาแข่งกับตะวันตกอีกครั้งหนึ่ง ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะเรื่องของเหตุการณ์หรือช่วงเวลา “กำเนิด” ของประเทศ ซึ่งอย่างของจีนในวันนี้ก็คือ ช่วงที่เติ้งเสี่ยวผิงเปลี่ยนแนวทางของจีนให้หันมาใช้ระบบทุนนิยมเสรีเมื่อ 40 ปีก่อนนั่นเอง

สุดท้าย กลับมาที่เรื่องหุ้น ซึ่งด้วยเวลาที่ผ่านมาถึงวันนี้ ผมคิดว่าการลงทุนในตลาดหุ้นไทย คงยากที่จะประสบความสำเร็จอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน “ยุคทองของ VI” ไปแล้ว เพราะเราคงไม่มี “โชคดี” อีก อย่างน้อยในช่วงเร็ว ๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ผมเองคิดว่า การลงทุนในตลาดหุ้นเวียตนามสำหรับผมเองนั้น ต้องบอกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผมก็ยัง “รอโชค” ที่จะมี “ปีทองของ VI” ในตลาดหุ้นเวียตนามอยู่ ตอนนี้ก็ได้แต่ “ประคองตัว” ไม่ให้ขาดทุนก็พอ




From Settrade

15 พฤษภาคม 2569

แจกพิกัดแหล่งรับบริจาค



แจกพิกัดแหล่งรับบริจาค  เคลียร์บ้านครึ่งปีหลังแบบได้บุญเต็ม ๆ

ผ่านมาครึ่งปีแล้ว SUPALAI ชวนทุกคนมาสำรวจบ้านกันดูสักนิด

ว่าในบ้านเรามีของอะไรบ้างที่ไม่ได้ใช้ แต่ยังสภาพดี พอที่จะส่งต่อให้คนอื่นได้ไหม?

บางอย่างเก็บไว้เฉย ๆ อาจไม่มีประโยชน์

แต่มือสองของเรา…อาจสร้างประโยชน์ให้ใครอีกคน 

มาเคลียร์พื้นที่ในบ้าน แล้วส่งต่อสิ่งของเหล่านั้นให้กับผู้ที่ต้องการดีกว่า

แจกพิกัด แหล่งรับบริจาค

มาเคลียร์บ้านรับครึ่งปีหลังกัน

ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ของเล่น หนังสือ ของใช้ ฯลฯ

SUPALAI รวมครบให้แล้วในโพสต์เดียว แชร์เก็บไว้ได้เลย!