PIGGYMAN007.COM
My personal blog about health, hobby, stock & investment, information technology, self improvement, tax and travel.
01 เมษายน 2569
30 มีนาคม 2569
ตำนานนักลงทุน กลยุทธ์ ความรุ่งโรจน์และร่วงโรย โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
ผมเขียนถึงนักลงทุนเอกของโลกมาตลอดตั้งแต่เกือบ 30 ปีมาแล้ว จำนวนไม่น้อยได้หายไปจากวงการ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของอายุ หลายคนตายไปแล้ว หลายคนผลงานตกลงไปจน “หมดสภาพ” อย่างไรก็ตาม ความเป็น “ตำนาน” ก็ยังคงอยู่ เหตุผลเพราะ “ความรุ่งโรจน์” ที่พวกเขาได้ทำไว้นั้น ฝังอยู่ในใจของสังคมนักลงทุนอย่างน่าประทับใจ หรือไม่ก็เพราะกลยุทธ์หรือหลักการที่พวกเขาใช้นั้น มีความเป็น “ต้นแบบใหม่” ที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงและเป็นหลักการที่ยังใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ทำให้บางคนกลายเป็น “บิดา” ของการลงทุนบางอย่างสำหรับบางคนที่สนใจการลงทุนแบบนั้น
วันนี้เรามารวบรวม “ตำนานนักลงทุน” ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ “บทเรียน” ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ “ชาญฉลาด” เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่งเกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี
คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ
เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น “ตำนานของนักเก็งกำไร” สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ “โมเมนตัม” ของหุ้น สิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ “จับกระแส” ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงมากก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี
คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ “เจ๊ง” จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่งทั้ง 2 เล่มกลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้
หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว
คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น “ศิษย์เอก” ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในช่วงเวลาหลายปี
กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้าย ๆ กับเป็น “เจ้าของ” และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลงมาจนอยู่ในระดับปกติพอ ๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้ นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง
คนที่ 4 คือฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้าย ๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน “ภาคสนาม” เรียกว่า “Scuttlebutt” ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ “หุ้นโมโตโรร่า” ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก
กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ “บิดา” แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต
คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ “เซียน” ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน” ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี
หรือ “Index Fund” กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป
ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอ ๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง “เซียน” ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่นแทบทั้งหมด
คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น “ตำนาน” นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งเป็น “ตัวเลขเชิงปริมาณ” ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร
กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมาโดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น “การปฏิวัติการลงทุน” อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้
คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมากตอนที่ “ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ” ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า “ปล้นแบ้งค์ชาติไทย” ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลาย ๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ “Macro Investing” หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ “เข้าโจมตี” ทำกำไรมากมาย
กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี “Reflexibility” ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ “Family Office” และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป
คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุนที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น “คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน” ที่ “เหนือกว่ามืออาชีพ” ชื่อ “One Up on Wall Street” และ “Beating the Street”
กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า “GARP” หรือ “Growth at a Reasonable Price” โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น
ปีเตอร์ ลินช์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา “Burnout” หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่
คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัวต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม “Principles” พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไปเป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่
ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง “Bridgewater” ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยงโดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ นี้
คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรก ๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ “ VI” และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุนที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก
วันนี้เรามารวบรวม “ตำนานนักลงทุน” ระดับโลกว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อะไร ความโดดเด่นและความตกต่ำหรือถดถอยของแต่ละคน และ “บทเรียน” ที่เราควรจะศึกษาไว้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุนที่ “ชาญฉลาด” เอาตัวรอดและรุ่งเรืองตลอดชีวิต โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องร่ำรวยหรือมั่งคั่งเกินความสามารถและความรู้ที่ตนเองมี
คนแรกก็คือคนที่มาก่อนใครทั้งหมดในเรื่องของการลงทุนคือ Jesse Livermore ผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 1877 หรือ 149 ปีมาแล้วและตายในปี 1940 หรือ 85 ปีมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยวันที่เขาตายนั้น บัฟเฟตต์อายุเพิ่งจะ 10 ขวบ
เจสซี่ ลิเวอร์มอร์ นั้นต้องถือว่าเป็น “ตำนานของนักเก็งกำไร” สิ่งที่เขาทำก็คือ การเล่นเก็งกำไรราคาและ “โมเมนตัม” ของหุ้น สิ่งที่ทำให้มีชื่อเสียงก็คือ การ “จับกระแส” ซื้อหุ้นและขายชอร์ตเซลด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่มักจะกู้มา โดยเหตุการณ์ที่สร้างชื่อเสียงมากก็คือการทำกำไรมโหฬารจากวิกฤติตลาดหุ้นครั้งใหญ่ในปี 1929 ลิเวอร์มอร์รวยและเจ๊งจนล้มละลายถึง 3 ครั้ง ซึ่งครั้งสุดท้ายทำให้เขาฆ่าตัวตายตอนอายุ 63 ปี
คนที่ 2 คือ เบน เกรแฮม ที่ “เจ๊ง” จากหุ้นในช่วงวิกฤตใหญ่ตอนที่มีอายุ 35 ปีและเป็นคนที่บริหารกองทุนให้คนอื่น และนั่นทำให้เขาคิดถึงหลักการลงทุนใหม่ที่จะต้องมีการวิเคราะห์หุ้นก่อนที่จะลงทุนซึ่งต่อมากลายเป็นหนังสือชื่อ Securities Analysis ในปี 1934 หรือ 5 ปีหลังวิกฤติ และตามมาด้วย Intelligent Investor ซึ่งทั้ง 2 เล่มกลายเป็น “ไบเบิล” ของนักลงทุนแบบ Value Investments จนถึงวันนี้
หลักการของ VI ก็คือ ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากพอ หรือมี Margin of Safety สูง เขาทำผลงานการลงทุนที่ดีมากในช่วงต้นของการใช้หลักการ VI ใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในภายหลังเมื่อเขาแก่ตัวอายุ 82 ปีในช่วงปี 1976 เขาบอกว่าเขาไม่เชื่อในกลยุทธ์แบบ VI แล้ว เหตุผลก็คือ ตลาดหุ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หาหุ้นแบบ VI ไม่ได้แล้ว
คนที่ 3 คือ วอเร็น บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็น “ศิษย์เอก” ของเบน เกรแฮม ที่ทำให้หลักการ VI ดังไปทั่วโลก เพราะบัฟเฟตต์ซึ่งใช้หลักการนี้สร้างผลงานระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ที่ 20% ต่อปีแบบทบต้นเป็นเวลากว่า 50 ปี และทำให้เขากลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกในช่วงเวลาหลายปี
กลยุทธ์ของบัฟเฟตต์ก็คือการลงทุนในกิจการที่ดีเยี่ยมสุดยอด และถือตลอดไปคล้าย ๆ กับเป็น “เจ้าของ” และไม่ถอนเงินออก ไม่จ่ายปันผล แต่ทบต้นเงินลงทุนไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ผลงานการลงทุนของเขาก็ลดลงมาจนอยู่ในระดับปกติพอ ๆ กับตลาด อานิสงค์จากการที่พอร์ตมีขนาดใหญ่จนโตเร็วไม่ได้ นอกจากนั้น การที่หุ้นเทคซึ่งเขาไม่ค่อยมีความรู้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้บัฟเฟตต์ไม่เข้าใจและไม่สามารถเลือกหุ้นกลุ่มนี้ได้อาจจะทำให้ผลงานของเขาต่ำลง
คนที่ 4 คือฟิลิป ฟิสเชอร์ ซึ่งเป็นนักลงทุนรุ่นน้องของเบนเกรแฮม อายุห่างกัน 13 ปี มีโปรไฟล์คล้าย ๆ กันคือเป็นนักบริหารการลงทุน เพียงแต่ว่าเขาเติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและโลกกำลังก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เขาโด่งดังขึ้นจากการใช้เทคนิกค้นหาหุ้นใน “ภาคสนาม” เรียกว่า “Scuttlebutt” ฟังข่าวซุปซิบจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงคู่แข่งของบริษัทที่เขาสนใจ ซึ่งหุ้นตัวที่โดดเด่นที่สุดของเขาก็คือ “หุ้นโมโตโรร่า” ที่กำลังเป็นผู้นำทางด้านอุปกรณ์การสื่อสารของโลก
กลยุทธ์หลักของฟิสเชอร์ก็คือการลงทุนในหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพโดยไม่สนใจเรื่องของราคาหุ้นมากนัก แล้วถือไว้ให้ยาวที่สุด ซึ่งก็เป็นแนวทางที่บัฟเฟตต์เริ่มหันมาใช้หลังจากที่ลงทุนแบบ VI มาพักใหญ่ บัฟเฟตต์เคยบอกว่า เขาเป็นแบบเบนเกรแฮม 70% และแบบฟิสเชอร์ 30% และนี่ก็คือ “บิดา” แห่งหุ้น Growth หรือหุ้นเติบโต
คนที่ 5 คือ John Bogle ซึ่งนักลงทุนที่เลือกหุ้นเองไม่เคยสนใจ เพราะเขาไม่ใช่ “เซียน” ที่บริหารการลงทุนโดยการเลือกหุ้นที่จะทำให้รวยหรือมีผลงานประทับใจ ที่จริงเขาไม่ดังเลยทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บริหารกองทุนมานานมากและเป็นคนรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ เกิดปี 1929 และแก่กว่าบัฟเฟตต์ 1 ปี แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็น “ตำนาน” ก็คือ เขาเป็นคนก่อตั้งกองทุนอิงดัชนี
หรือ “Index Fund” กองแรกที่ขายให้กับบุคคลทั่วไปชื่อ Vanguard Fund ในปี 1976 ที่ซื้อหุ้นทั้งตลาดคือ S&P500 โดยมีต้นทุนการบริหารที่ต่ำมาก และถือกองทุนนี้ตลอดไป
ผลงานกองทุนนี้คือได้ผลตอบแทนพอ ๆ กับดัชนีตลาด ซึ่งพบว่าให้ผลตอบแทนที่ดีมากในระยะยาวและดีกว่ากองทุนที่จัดการโดยผู้บริหารกองทุนที่เชี่ยวชาญรวมถึง “เซียน” ที่บริหารเฮดจ์ฟันด์ดัง ๆ ด้วย และนั่นทำให้จอห์น โบเกิล ได้รับการยกย่องว่าสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้แก่นักลงทุนรายย่อยสูงมากกว่านักลงทุนอื่นแทบทั้งหมด
คนที่ 6 คือ Jim Simons ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ด้วยอายุ 86 ปี เขาอ่อนกว่าบัฟเฟตต์ 8 ปี และเพิ่งจะดังมากจนนาทีนี้น่าจะเป็น “ตำนาน” นักลงทุนที่ทำผลงานได้สูงที่สุดในโลกที่ประมาณ 60% ต่อปีแบบทบต้นโดยที่คนทั่วไปไม่รู้เลยว่าเขาทำอย่างไรหรือทำได้อย่างไร นอกจากว่าเขาเป็นนักคณิตศาสตร์และใช้เทคนิคซื้อ-ขายหุ้นที่เรียกว่า “Quant” ซึ่งเป็น “ตัวเลขเชิงปริมาณ” ที่คนอื่นไม่รู้ว่าเป็นอะไร
กลยุทธ์ก็คือ ใช้ตัวเลขข้อมูลบางอย่างแล้วให้คอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมาโดยที่ไม่ต้องรู้ว่ามันเป็นหุ้นอะไร ทำสินค้าอะไร รู้แต่ว่าตอนนี้ควรจะขายหรือซื้อ และจะซื้อเท่าไรขายเท่าไรโดยไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง และนี่ก็เป็น “การปฏิวัติการลงทุน” อย่างสิ้นเชิง แต่คนที่จะทำได้นั้น มักจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องของตัวเลข อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของ AI ก็อาจจะทำให้โลกในอนาคตเปลี่ยนไปได้อีก ถึงขนาดที่ว่าไม่ต้องใช้หลักการอื่นหรือความคิดของคนก็เป็นไปได้
คนที่ 7 คือ George Soros นี่คือคนที่เกิดในปีเดียวกับบัฟเฟตต์ และมีชื่อเสียงดังมากตอนที่ “ปล้นแบ้งค์ชาติอังกฤษ” ในปี 1992 และต่อมาช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งก็มีข่าวว่า “ปล้นแบ้งค์ชาติไทย” ในปี 1997 หรือ 2540 และอีกหลาย ๆ ประเทศ เพราะเขาคือคนที่ลงทุนโดยดูภาพใหญ่หรือ “Macro Investing” หรือลงทุนโดยวิเคราะห์ภาพของเศรษฐกิจ การเงิน การเมือง แล้วเข้ามาพนันว่าทิศทางของทรัพย์สินต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงค่าเงินและหุ้นจะไปทางไหน แล้วเขาก็จะ “เข้าโจมตี” ทำกำไรมากมาย
กลยุทธ์ที่ใช้นั้น เขาเคยอธิบายว่าเป็นเรื่องของการใช้ทฤษฎี “Reflexibility” ซึ่งผมอ่านดูแล้วก็ยังไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่ผลงานของเขาก็คงน่าประทับใจมาก ช่วงที่กำลังรุ่งเขาน่าจะได้ผลตอบแทนมากกว่าบัฟเฟตต์ที่ได้ปีละ 20% อย่างไรก็ตาม เขาเลิกบริหารกองทุนไปนานแล้วและเปลี่ยนมาบริหารเงินของตนเองแบบ “Family Office” และไม่เปิดตัวต่อสาธารณชนอีกต่อไป
คนที่ 8 คือ ปีเตอร์ ลินช์ นี่คือนักบริหารกองทุนระดับมือต้นๆ ของโลก ในช่วงที่เขารุ่งสุดขีด ผลงานการลงทุนของเขาในช่วง 13 ปี ตั้งแต่ปี 1977-1990 อยู่ที่ 29% แบบทบต้น ซึ่งน่าจะเป็นผลตอบแทนที่ไม่มีกองทุนขนาดใหญ่ที่ขายให้กับคนทั่วไปทำได้ และนั่นทำให้เขาได้เขียนหนังสือการลงทุนที่ขายดีระเบิดและกลายเป็น “คู่มือการลงทุนแบบชาวบ้าน” ที่ “เหนือกว่ามืออาชีพ” ชื่อ “One Up on Wall Street” และ “Beating the Street”
กลยุทธ์ของปีเตอร์ ลินช์ คือ ลงทุนในสิ่งที่ตนเองรู้ในฐานะที่เป็นผู้ใช้สินค้าหรือเห็นสินค้า ผสมผสานระหว่างหุ้นเติบโตและราคาที่ต้องยุติธรรมแบบ VI ที่เรียกว่า “GARP” หรือ “Growth at a Reasonable Price” โดยที่ไม่ต้องไปสนใจภาพใหญ่หรือภาวะเศรษฐกิจอะไรทั้งสิ้น
ปีเตอร์ ลินช์น่าจะเป็นนักลงทุนระดับเซียนหรือตำนานที่เกษียณอายุต่ำมากที่ 46 ปี เพราะเขา “Burnout” หรือหมดไฟเพราะทำงานหนักเกินไปจนทำให้ไม่ได้ดูแลลูกเท่าที่ควร แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังออกงานอยู่บ้างในฐานะผู้เชี่ยวชาญการลงทุน และแน่นอน ยังบริหารเงินส่วนตัวอยู่
คนที่ 9 คือ Ray Dalio นี่คือคนที่ผมรู้สึกว่าเพิ่งจะดังไม่นานหลังจากที่เขาเริ่มเปิดตัวต่อสาธารณชนมากขึ้นและได้เขียนหนังสือกลุ่ม “Principles” พูดถึงว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นดับไปเป็นวัฎจักรและมีหลักการแน่นอน รวมถึงประเทศก็จะมีขึ้นมีลงและเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะดีใครจะแย่
ผลงานที่ทำให้เขาโดดเด่นและเมื่อพูดหรือเขียนอะไรคนเชื่อถือก็คือ เขาเป็นคนที่สร้าง “Bridgewater” ขึ้นเป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลักการหรือกลยุทธ์การลงทุนก็คือ การมองภาพใหญ่อย่างเป็นระบบและการกระจายความเสี่ยงโดยการมองความเสี่ยงของแต่ละประเทศหรือแต่ละทรัพย์สินเป็นคู่ ๆ อย่างไรก็ตาม ในทางการบริหาร เขาเกษียณแล้ว และในเรื่องของผลตอบแทนที่ทำได้ก็ดูเหมือนว่าไม่โดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงหลัง ๆ นี้
คนที่ 10 คือ John Templeton นี่คือนักลงทุนในตำนานที่ส่วนใหญ่มักจะอายุยืนมาก เกิดปี 1912 และตายปี 2008 อายุรวม 96 ปี เขาเป็นนักลงทุนคนแรก ๆ ที่ กระจายการลงทุนไปทั่วโลกเพื่อลดความเสี่ยง โดยกลยุทธ์หลักก็คือ “ VI” และมักจะเข้าซื้อในช่วงที่ตลาดเลวร้ายที่สุด และนี่ก็เป็นสิ่งใหม่ของโลกการลงทุนที่ทำให้การลงทุนในต่างประเทศในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติและทำให้จอห์นเทมเปิลตันกลายเป็นตำนานอีกคนหนึ่งของโลก
From Settrade.com
18 มีนาคม 2569
[อัปเดต 2026] รวม 5 บัญชี e-Saving ดอกเบี้ยสูง 2%++ ฝากที่ไหนคุ้มสุด ไม่โดนหักภาษี?
ในปี 2026 ที่เทคโนโลยีการเงินก้าวไปไกล การปล่อยเงินแช่ไว้ในบัญชีออมทรัพย์แบบมีสมุด (Passbook) ที่ให้ดอกเบี้ยเพียง 0.25% อาจเป็นการเสียโอกาสอย่างมากครับ ปัจจุบันธนาคารต่างๆ หันมาแข่งขันกันบนแอปพลิเคชันผ่านบัญชี e-Savingหรือออมทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงถึง 2% - 3% โดยที่เรายังสามารถถอนเงินมาใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
วันนี้ Piggyman007 คัดมาให้แล้วกับ 5 บัญชีตัวท็อปที่ดอกเบี้ยแรงที่สุดในตลาด พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขแบบเน้นๆ ครับ
1. บัญชี Dime! Save – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)
วันนี้ Piggyman007 คัดมาให้แล้วกับ 5 บัญชีตัวท็อปที่ดอกเบี้ยแรงที่สุดในตลาด พร้อมรายละเอียดเงื่อนไขแบบเน้นๆ ครับ
1. บัญชี Dime! Save – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP)
ถือเป็นขวัญใจมหาชนที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดในตลาดสำหรับเงินออมก้อนแรก โดยเน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มเก็บเงินผ่านแอป Dime!
- ดอกเบี้ย: สูงสุด 3.00% ต่อปี
- เงื่อนไข:
- รับดอกเบี้ย 3.00% สำหรับเงินฝากส่วนที่ไม่เกิน 10,000 บาทแรก
- ส่วนที่เกิน 10,000 - 500,000 บาท รับดอกเบี้ย 1.20%
- จ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง (มิถุนายน และ ธันวาคม)
- URL: https://dime.co.th/th/save
2. บัญชี LHB You Max Digital Savings – ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH Bank)
บัญชีที่สายออมเงินก้อนใหญ่ต้องมี เพราะให้ดอกเบี้ยสูงและเพดานเงินฝากกว้างมากเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น
3. บัญชี Grow Savings – แอป Kept by krungsri
บัญชีที่เน้นการสร้างวินัยการออมด้วยระบบ "กระปุก" แยกเงินก้อนมาชิงดอกเบี้ยสูง
4. บัญชี Chill-D Savings – ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai)
บัญชีสำหรับคนชอบเห็นเงินงอกเงยทุกเดือน เพราะจุดเด่นคือการจ่ายดอกเบี้ยที่ไวทันใจ
5. บัญชี KKP SAVVY – ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (แอป KKP Better)
บัญชีดิจิทัลที่ยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับคนที่มีเงินเย็นก้อนโตและอยากได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ
ทริคเด็ด: ฝากอย่างไรไม่ให้เสียภาษี?
ตามกฎของกรมสรรพากร หากคุณได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี คุณจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
วิธีแก้: หากคุณออมเงินในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 2.0% ควรมีเงินฝากรวมทุกบัญชีไม่เกิน 1,000,000 บาท เพื่อรักษาผลประโยชน์เรื่องภาษีครับ
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินของเพื่อนๆ ในปี 2026 นะครับ ใครสนใจเจ้าไหน อย่าลืมคลิกไปดูรายละเอียดและเริ่มออมกันตั้งแต่วันนี้เลย!
- ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.15% ต่อปี (สำหรับเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท)
- เงื่อนไข:
- ต้องเปิดบัญชีผ่านแอป LHB You เท่านั้น
- รับดอกเบี้ย 2.15% ตั้งแต่บาทแรกจนถึง 1,000,000 บาท
- หากมียอดเงินฝากส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท จะได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติของธนาคาร
- URL: https://www.lhbank.co.th/th/personal/lhb-you-digital-saving/
บัญชีที่เน้นการสร้างวินัยการออมด้วยระบบ "กระปุก" แยกเงินก้อนมาชิงดอกเบี้ยสูง
- ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.22% ต่อปี (ตามระยะเวลาที่ฝาก)
- เงื่อนไข:
- เป็นดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ยิ่งฝากนานยิ่งได้สูง (เดือนที่ 19-24 รับ 2.22%)
- ถอนได้ทุกเมื่อโดยไม่เสียสิทธิเรื่องดอกเบี้ยในเงินก้อนที่เหลือ
- คำนวณดอกเบี้ยทุกวันและจ่ายให้ทุกวันที่ 28 ของเดือน
- URL: https://www.keptbykrungsri.com/grow-savings
บัญชีสำหรับคนชอบเห็นเงินงอกเงยทุกเดือน เพราะจุดเด่นคือการจ่ายดอกเบี้ยที่ไวทันใจ
- ดอกเบี้ย: สูงสุด 2.00% ต่อปี
- เงื่อนไข:
- รับดอกเบี้ยสูงสุด 2.00% ในวงเงินที่ธนาคารกำหนด (มักเป็นช่วง 50,000 - 100,000 บาท)
- จ่ายดอกเบี้ยเป็นประจำทุกเดือน
- สมัครและเปิดบัญชีผ่านแอป CIMB TH ได้ทันที
- URL: https://www.cimbthai.com/th/personal/products/accounts/savings-account/chill-d-savings-by-cimb-thai-maximum-interest-at-2-aa.html
บัญชีดิจิทัลที่ยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับคนที่มีเงินเย็นก้อนโตและอยากได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ
- ดอกเบี้ย: สูงสุด 1.60% ต่อปี (รับโบนัสเพิ่มตามระยะเวลา)
- เงื่อนไข:
- ดอกเบี้ยพื้นฐานประมาณ 1.50% และรับเพิ่มอีก 0.10% หากมียอดฝากคงที่ตามระยะเวลา (Better Bonus)
- รองรับวงเงินสูงถึง 5,000,000 บาท
- URL: https://kkpbetter.kkpfg.com/th/savings/savings-account/kkp-savvy
ตามกฎของกรมสรรพากร หากคุณได้รับดอกเบี้ยเงินฝากรวมจากทุกธนาคาร เกิน 20,000 บาทต่อปี คุณจะต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15%
วิธีแก้: หากคุณออมเงินในบัญชีที่ให้ดอกเบี้ย 2.0% ควรมีเงินฝากรวมทุกบัญชีไม่เกิน 1,000,000 บาท เพื่อรักษาผลประโยชน์เรื่องภาษีครับ
หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินของเพื่อนๆ ในปี 2026 นะครับ ใครสนใจเจ้าไหน อย่าลืมคลิกไปดูรายละเอียดและเริ่มออมกันตั้งแต่วันนี้เลย!
16 มีนาคม 2569
รู้จัก Fund Flow รู้จักตลาดหุ้นไทย - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
เมื่อเร็ว ๆ นี้ตลาดหลักทรัพย์ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการถือหุ้นในลาดหลักทรัพย์ของชาวต่างประเทศว่า ผู้ถือหุ้นต่างชาติถือหุ้นรวมสูงเพิ่มขึ้นมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจนขึ้นมาถึงจุดสูงสุดใหม่ที่ 5.61ล้านล้านบาทหรือคิดเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดในตลาดเมื่อปลายปีที่แล้ว และพอถึงสิ้นเดือนมกราคมปีนี้คือปี 2569 เพียง 1 เดือน มูลค่าหรือ Market Cap. ที่ถือโดยชาวต่างชาติก็เพิ่มขึ้นอีกเป็น 6.11 ล้านล้านบาท
บทความยังบอกด้วยว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นถึง 10.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นประมาณ 52.8% ของปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขระดับเกิน 50% นี้ก็เป็นมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทการครอบงำของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย และปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 1.83 เท่าของการถือหุ้นเฉลี่ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อ-ขายหุ้นในตลาดที่ทำให้สภาพคล่องของหุ้นไทยสูงมาก
ผมอ่านจบแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่านักลงทุนต่างชาติกำลัง “กลับมา” เพราะในบทความยังมีอีกย่อหน้าหนึ่งที่บอกว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิไป 1.07 แสนล้านบาทเพื่อ “ทำกำไรระยะสั้น” เพราะตัวเลขปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ต่างชาติก็ซื้อสุทธิไปถึง 54,471 ล้านบาท ซึ่งทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากระดับ “ดีที่สุดในโลก” ในช่วงเดือนนั้น
พออ่านจบ แน่นอนว่าผมยังไม่เชื่อ ผมเป็นคนขี้สงสัย เพราะความเชื่อของผมตลอดมาก็คือ ในช่วงน่าจะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิปีหนึ่งเฉลี่ยในระดับแสนล้านบาท รวม ๆ แล้วน่าจะขายหุ้นไทยทิ้ง 1 ล้านล้านบาทแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ขายทิ้งอย่างหนัก คือปี 2568 ประมาณ -1.07 แสนล้านบาท ปี 2567 -2.2 แสนล้านบาท และปี 2566 ขาย -2.4 แสนล้านบาท ซึ่งก็มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาติดต่อกัน 3 ปี
แล้วทำไมบอกว่าช่วง 3-4 ปีมานี้ชาวต่างชาติถือหุ้นไทยเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 35.7% ตอนสิ้นปี และสิ้นเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นไปอีกมาก? “ฝรั่ง” กลับมาตอนไหน? ไหนว่าฝรั่งหนีจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถดถอยลงอย่างถาวรเพราะคนไทยแก่ตัว ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจสังคมแก้ไขไม่ได้ ทำไมนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้น?
คำตอบของผมก็คือ ที่ต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ ไม่ได้ถือเพิ่มเพราะเขามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มหรอกครับ เขาขายมาตลอดและขายมากด้วย แต่ที่เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นนั้นน่าจะมาจากการที่หุ้นบางตัวที่ต่างชาติถืออยู่มากมีราคาเพิ่มขึ้นมากแบบมโหฬาร ตัวหนึ่งก็คือหุ้น DELTA ที่เมื่อสิ้นปี 2565 มีมูลค่าหุ้น 1.04 ล้านล้านบาท แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2568 กลายเป็น 2.16 ล้านล้านบาท และแค่ไม่กี่เดือนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 มี market Cap. ถึง 3.18 ล้านล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1.12 ล้านล้านบาทในเวลา 3 ปี จากปี 2565-2568 และเพิ่มขึ้นอีก 1.02 ล้านล้านบาทในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน
ในขณะที่ตัวเลขการถือหุ้นของชาวต่างชาติเมื่อสิ้นปี 2565 เท่ากับ 6.02 ล้านล้านบาท สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านบาท หรือลดลง -0.41 ล้านล้านบาท และเมื่อสิ้นมกราคม 2569 อยู่ที่ 6.11 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น DELTA ที่ถือโดยชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของในระดับกว่า 50% ขึ้นไปของบริษัท
ผลอีกด้านหนึ่งก็คือ เนื่องจากหุ้น DELTA ที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ถึง 60-70% ขึ้นไป เติบโตขึ้นไปมาก ในขณะที่หุ้นตัวอื่น ๆ ทั้งตลาดนั้นแทบไม่โตเลย นั่นทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติปรับตัวขึ้นจากปี2565 ที่ 29.5% กลายเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดเมื่อสิ้นปี 2568 และทำให้คนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนดูแลตลาดหุ้น “ดีใจ” ที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ “สนใจ” และเข้ามาถือหุ้นไทยมากขึ้นมาก
ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับการที่หุ้นที่ชาวต่างชาติถือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นมากโดยที่เขาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มเลย ส่วนใหญ่ขายด้วยซ้ำ
สรุปก็คือ ต่างชาติที่เป็น “นักลงทุน” นั้น ในช่วงอย่างน้อย 3 ปีที่ผานมาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยสุทธิเลย เน้นขายเป็นหลัก และทำให้หุ้นตกหนักมาก แต่ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2569 พวกเขาก็กลับมาซื้อโดยเฉพาะในช่วงมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ซื้อหุ้นรวมกันเกือบ 60,000 ล้านบาทและทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วถึงประมาณเกือบ 20% แต่ในเดือนมีนาคมกลับมาขายสุทธิแบบ “Take Profit” หรือทำกำไรระยะสั้นทำให้หุ้นตกกลับลงมาเหลือกำไรประมาณ 12% นับจากต้นปี 2568
ส่วนประเด็นเรื่องที่ต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงมาก คิดเป็นกว่า 50% ของการซื้อ-ขายรายวันนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ในหุ้นไทยขนาดใหญ่น่าจะไม่เกิน 20 ตัวที่มีสภาพคล่องสูง และการเทรดน่าจะใช้โปรแกรมเทรดหุ้นที่ทำได้เร็วและสามารถกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นได้ อานิสงค์จากการที่ค่าคอมมิชชั่นในการเทรดนั้นต่ำมากและน่าจะต่ำกว่าในหลาย ๆ ตลาดในเอเชีย ทำให้เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรจากการเทรดหุ้นจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ช่วยให้ตลาดไทยมีสภาพคล่องที่ดีและอาจจะทำให้นักลงทุนโดยรวมยังสนใจซื้อ-ขายหรือลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่ “พื้นฐานของธุรกิจ” อาจจะไม่ดีนัก
ข้อสรุปอีกประเด็นหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักเก็งกำไรในการเทรดหุ้นเชื่อก็คือ ต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมาก ช่วงที่เขาซื้อหุ้นสุทธิ ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นตามขนาดหรือปริมาณการซื้อสุทธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเขาขาย ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็จะตกลงตามปริมาณที่พวกเขาขายสุทธิ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาช้านาน ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นในระดับแค่ทางวิชาการและเป็นช่วงที่ฝรั่งยังไม่แอ็คทิพด้วยซ้ำ ผมยังจำได้ว่าความสัมพันธ์คร่าว ๆ ก็คือ “ฝรั่งซื้อสุทธิ 1,000 ล้านบาท ดัชนีจะเพิ่มขึ้น 7 จุด” นั่นคือเมื่อหลายสิบปีก่อน
ลองมาดูข้อมูลย้อนหลังแบบไม่ต้องศึกษาข้อมูลทางสถิติก็คือ เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2541 หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ว่าตลาดหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการซื้อหรือขายสุทธิของต่างชาติ
ช่วงแรกคือช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัว ตั้งแต่ปี 2541-2550 ซึ่งก็คือปีก่อนซับไพร์ม นี่คือช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมากอานิสงค์จากการที่ดัชนีหุ้นตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุดเนื่องจากวิกฤติ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ในแง่หุ้นรายตัวก็คือ กลุ่มแบ้งค์ฟื้นตัวและมีการปรับโครงสร้างทุนและการบริหารงาน ปริมาณการซื้อหุ้นของต่างชาติสุทธิมากถึง 900,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นยุคทองของ Fund Flow จากต่างชาติ
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541และขึ้นไปถึง 900 จุดในปี 2550
ยุคที่ 2 คือช่วงปี ซับไพร์ม 2551-2555 นี่คือช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินของอเมริกา Fund Flow มีทั้งเข้าและออก โดยรวมเป็นซื้อสุทธิของต่างชาติประมาณ 200,000 ล้านบาท และนี่ก็คือ ยุคทองของตลาดหุ้นไทยและของ VI ไทย
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงถึง 400 จุดในปี 2551 และขึ้นไปถึง 1,400 จุดในปี 2555
ยุคที่ 3 คือช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มอิ่มตัวจากปี 2556-2560 นี่คือช่วงที่ต่างชาติเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจัง โดยรวมแล้วพวกเขาขายหุ้นสุทธิประมาณ 250,000 บาท และนี่ก็คือช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง เศรษฐกิจเริ่มโตช้าลงมาก ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและเวียตนาม ต่างก็เข้ามาแข่งขันในการค้าขายระดับโลก
ดัชนีตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเป็นเวลาหลายปี อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,600 จุด
ยุคสุดท้ายคือยุคปัจจุบัน ปี 2561-2569 นี่คือยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่เศรษฐกิจลดลงอย่าง “ถาวร” กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาดีทำให้ต่างชาติไม่สนใจตลาดไทย ยอดขายสุทธิช่วงนี้สูงถึง 800,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนกว่า 10 ปี กลายเป็น Loss Decade
ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่จุดสูงสุด 1,800 จุด ในช่วงเริ่มแต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด
ความหวังที่กระแสเงินหรือ Fund Flow จากต่างชาติจะกลับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้นั้น ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นบ้าง อาจจะด้วยเพราะการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังยุครัฐประหารและการที่หุ้นในตลาดอื่น ๆ ที่ดีมากมาหลายปีเริ่มจะหยุดลง ทำให้ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในตลาดไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่เกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลก็ทำให้แนวโน้มนี้สะดุดลง เราคงต้องดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาไหม
เพราะสำหรับการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้นั้น ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการซื้อหุ้นสุทธิของต่างชาติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาแทบจะครอบงำการซื้อ-ขายลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปแล้ว
บทความยังบอกด้วยว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นถึง 10.5 ล้านล้านบาทคิดเป็นประมาณ 52.8% ของปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวเลขระดับเกิน 50% นี้ก็เป็นมาตลอดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทการครอบงำของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย และปริมาณการซื้อ-ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 1.83 เท่าของการถือหุ้นเฉลี่ย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อ-ขายหุ้นในตลาดที่ทำให้สภาพคล่องของหุ้นไทยสูงมาก
ผมอ่านจบแล้วก็รู้สึกเหมือนกับว่านักลงทุนต่างชาติกำลัง “กลับมา” เพราะในบทความยังมีอีกย่อหน้าหนึ่งที่บอกว่าปี 2568 นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นสุทธิไป 1.07 แสนล้านบาทเพื่อ “ทำกำไรระยะสั้น” เพราะตัวเลขปี 2569 ตั้งแต่ต้นปีต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท และเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ต่างชาติก็ซื้อสุทธิไปถึง 54,471 ล้านบาท ซึ่งทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแรงมากระดับ “ดีที่สุดในโลก” ในช่วงเดือนนั้น
พออ่านจบ แน่นอนว่าผมยังไม่เชื่อ ผมเป็นคนขี้สงสัย เพราะความเชื่อของผมตลอดมาก็คือ ในช่วงน่าจะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมักจะเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิปีหนึ่งเฉลี่ยในระดับแสนล้านบาท รวม ๆ แล้วน่าจะขายหุ้นไทยทิ้ง 1 ล้านล้านบาทแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ขายทิ้งอย่างหนัก คือปี 2568 ประมาณ -1.07 แสนล้านบาท ปี 2567 -2.2 แสนล้านบาท และปี 2566 ขาย -2.4 แสนล้านบาท ซึ่งก็มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาติดต่อกัน 3 ปี
แล้วทำไมบอกว่าช่วง 3-4 ปีมานี้ชาวต่างชาติถือหุ้นไทยเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 35.7% ตอนสิ้นปี และสิ้นเดือนมกราคม 2569 เพิ่มขึ้นไปอีกมาก? “ฝรั่ง” กลับมาตอนไหน? ไหนว่าฝรั่งหนีจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยถดถอยลงอย่างถาวรเพราะคนไทยแก่ตัว ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจสังคมแก้ไขไม่ได้ ทำไมนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้น?
คำตอบของผมก็คือ ที่ต่างชาติถือหุ้นเพิ่มขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้ ไม่ได้ถือเพิ่มเพราะเขามาซื้อหุ้นไทยเพิ่มหรอกครับ เขาขายมาตลอดและขายมากด้วย แต่ที่เห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นนั้นน่าจะมาจากการที่หุ้นบางตัวที่ต่างชาติถืออยู่มากมีราคาเพิ่มขึ้นมากแบบมโหฬาร ตัวหนึ่งก็คือหุ้น DELTA ที่เมื่อสิ้นปี 2565 มีมูลค่าหุ้น 1.04 ล้านล้านบาท แต่เมื่อถึงสิ้นปี 2568 กลายเป็น 2.16 ล้านล้านบาท และแค่ไม่กี่เดือนถึงวันที่ 13 มีนาคม 2569 มี market Cap. ถึง 3.18 ล้านล้านบาท เป็นการเพิ่มขึ้นถึง 1.12 ล้านล้านบาทในเวลา 3 ปี จากปี 2565-2568 และเพิ่มขึ้นอีก 1.02 ล้านล้านบาทในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน
ในขณะที่ตัวเลขการถือหุ้นของชาวต่างชาติเมื่อสิ้นปี 2565 เท่ากับ 6.02 ล้านล้านบาท สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 5.61 ล้านบาท หรือลดลง -0.41 ล้านล้านบาท และเมื่อสิ้นมกราคม 2569 อยู่ที่ 6.11 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น DELTA ที่ถือโดยชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของในระดับกว่า 50% ขึ้นไปของบริษัท
ผลอีกด้านหนึ่งก็คือ เนื่องจากหุ้น DELTA ที่ถือครองโดยชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ถึง 60-70% ขึ้นไป เติบโตขึ้นไปมาก ในขณะที่หุ้นตัวอื่น ๆ ทั้งตลาดนั้นแทบไม่โตเลย นั่นทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติปรับตัวขึ้นจากปี2565 ที่ 29.5% กลายเป็น 35.7% ของหุ้นทั้งหมดเมื่อสิ้นปี 2568 และทำให้คนไทยโดยเฉพาะที่เป็นคนดูแลตลาดหุ้น “ดีใจ” ที่ฝรั่งหรือชาวต่างชาติ “สนใจ” และเข้ามาถือหุ้นไทยมากขึ้นมาก
ผมเองก็ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับการที่หุ้นที่ชาวต่างชาติถือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นมากโดยที่เขาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยเพิ่มเลย ส่วนใหญ่ขายด้วยซ้ำ
สรุปก็คือ ต่างชาติที่เป็น “นักลงทุน” นั้น ในช่วงอย่างน้อย 3 ปีที่ผานมาไม่ได้ซื้อหุ้นไทยสุทธิเลย เน้นขายเป็นหลัก และทำให้หุ้นตกหนักมาก แต่ในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2569 พวกเขาก็กลับมาซื้อโดยเฉพาะในช่วงมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ซื้อหุ้นรวมกันเกือบ 60,000 ล้านบาทและทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงลิ่วถึงประมาณเกือบ 20% แต่ในเดือนมีนาคมกลับมาขายสุทธิแบบ “Take Profit” หรือทำกำไรระยะสั้นทำให้หุ้นตกกลับลงมาเหลือกำไรประมาณ 12% นับจากต้นปี 2568
ส่วนประเด็นเรื่องที่ต่างชาติซื้อ-ขายหุ้นในตลาดหุ้นไทยสูงมาก คิดเป็นกว่า 50% ของการซื้อ-ขายรายวันนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการ “เก็งกำไร” ในหุ้นไทยขนาดใหญ่น่าจะไม่เกิน 20 ตัวที่มีสภาพคล่องสูง และการเทรดน่าจะใช้โปรแกรมเทรดหุ้นที่ทำได้เร็วและสามารถกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นได้ อานิสงค์จากการที่ค่าคอมมิชชั่นในการเทรดนั้นต่ำมากและน่าจะต่ำกว่าในหลาย ๆ ตลาดในเอเชีย ทำให้เป็นที่นิยมของนักเก็งกำไรจากการเทรดหุ้นจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นี่ก็ช่วยให้ตลาดไทยมีสภาพคล่องที่ดีและอาจจะทำให้นักลงทุนโดยรวมยังสนใจซื้อ-ขายหรือลงทุนในตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่ “พื้นฐานของธุรกิจ” อาจจะไม่ดีนัก
ข้อสรุปอีกประเด็นหนึ่งที่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะนักเก็งกำไรในการเทรดหุ้นเชื่อก็คือ ต่างชาติมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมาก ช่วงที่เขาซื้อหุ้นสุทธิ ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นจะวิ่งขึ้นตามขนาดหรือปริมาณการซื้อสุทธิ ในทางตรงกันข้าม ถ้าพวกเขาขาย ราคาหรือดัชนีตลาดหุ้นก็จะตกลงตามปริมาณที่พวกเขาขายสุทธิ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาช้านาน ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นในระดับแค่ทางวิชาการและเป็นช่วงที่ฝรั่งยังไม่แอ็คทิพด้วยซ้ำ ผมยังจำได้ว่าความสัมพันธ์คร่าว ๆ ก็คือ “ฝรั่งซื้อสุทธิ 1,000 ล้านบาท ดัชนีจะเพิ่มขึ้น 7 จุด” นั่นคือเมื่อหลายสิบปีก่อน
ลองมาดูข้อมูลย้อนหลังแบบไม่ต้องศึกษาข้อมูลทางสถิติก็คือ เหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2541 หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ว่าตลาดหรือดัชนีหุ้นเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการซื้อหรือขายสุทธิของต่างชาติ
ช่วงแรกคือช่วงเศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัว ตั้งแต่ปี 2541-2550 ซึ่งก็คือปีก่อนซับไพร์ม นี่คือช่วงที่ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นที่มีราคาถูกมากอานิสงค์จากการที่ดัชนีหุ้นตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุดเนื่องจากวิกฤติ เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัว ในแง่หุ้นรายตัวก็คือ กลุ่มแบ้งค์ฟื้นตัวและมีการปรับโครงสร้างทุนและการบริหารงาน ปริมาณการซื้อหุ้นของต่างชาติสุทธิมากถึง 900,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นยุคทองของ Fund Flow จากต่างชาติ
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงเหลือเพียงประมาณ 200 จุดในปี 2541และขึ้นไปถึง 900 จุดในปี 2550
ยุคที่ 2 คือช่วงปี ซับไพร์ม 2551-2555 นี่คือช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติการเงินของอเมริกา Fund Flow มีทั้งเข้าและออก โดยรวมเป็นซื้อสุทธิของต่างชาติประมาณ 200,000 ล้านบาท และนี่ก็คือ ยุคทองของตลาดหุ้นไทยและของ VI ไทย
ดัชนีตลาดหุ้นเคยตกต่ำลงถึง 400 จุดในปี 2551 และขึ้นไปถึง 1,400 จุดในปี 2555
ยุคที่ 3 คือช่วงที่เศรษฐกิจไทยเริ่มอิ่มตัวจากปี 2556-2560 นี่คือช่วงที่ต่างชาติเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างจริงจัง โดยรวมแล้วพวกเขาขายหุ้นสุทธิประมาณ 250,000 บาท และนี่ก็คือช่วงที่ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาทางการเมืองอย่างรุนแรง เศรษฐกิจเริ่มโตช้าลงมาก ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและเวียตนาม ต่างก็เข้ามาแข่งขันในการค้าขายระดับโลก
ดัชนีตลาดหุ้นในช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเป็นเวลาหลายปี อยู่ที่ประมาณ 1,400-1,600 จุด
ยุคสุดท้ายคือยุคปัจจุบัน ปี 2561-2569 นี่คือยุคที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่เศรษฐกิจลดลงอย่าง “ถาวร” กำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่ำมาก เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของอเมริกาดีทำให้ต่างชาติไม่สนใจตลาดไทย ยอดขายสุทธิช่วงนี้สูงถึง 800,000 ล้านบาท ดัชนีตลาดหุ้นไม่ไปไหนกว่า 10 ปี กลายเป็น Loss Decade
ดัชนีตลาดหุ้นอยู่ที่จุดสูงสุด 1,800 จุด ในช่วงเริ่มแต่หลังจากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่องถึงล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 1,400 จุด
ความหวังที่กระแสเงินหรือ Fund Flow จากต่างชาติจะกลับตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้นั้น ดูเหมือนว่าจะสูงขึ้นบ้าง อาจจะด้วยเพราะการเมืองเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นหลังยุครัฐประหารและการที่หุ้นในตลาดอื่น ๆ ที่ดีมากมาหลายปีเริ่มจะหยุดลง ทำให้ต่างชาติกลับมาซื้อหุ้นในตลาดไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่เกิดสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอลก็ทำให้แนวโน้มนี้สะดุดลง เราคงต้องดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร และนักลงทุนต่างชาติจะกลับมาไหม
เพราะสำหรับการที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นได้นั้น ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการซื้อหุ้นสุทธิของต่างชาติอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พวกเขาแทบจะครอบงำการซื้อ-ขายลงทุนในตลาดหุ้นไทยไปแล้ว
Source: Settrade
15 มีนาคม 2569
“เดินแบบญี่ปุ่น” ดีกว่าเดิน “หมื่นก้าว” 10 เท่า!!!
“เดินแบบญี่ปุ่น” ดีกว่าเดิน “หมื่นก้าว” 10 เท่า!!
ผลวิจัยเผย "การเดินแบบญี่ปุ่น" นั่นก็คือ "การเดินเร็วสลับกับการเดินช้า" ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเดิน "หมื่นก้าว" ต่อวัน ถึง 10 เท่าเลยทีเดียว!!
เบื่อไหมกับการเดินวันละ 10,000 ก้าว ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน วันนี้เรามีเทรนด์ใหม่ที่กำลังฮิตไปทั่วโลกในหมู่คนรักสุขภาพ นั่นคือ “การเดินแบบญี่ปุ่น” ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการเดินธรรมดาที่พวกเราคุ้นเคย!
“การเดินแบบญี่ปุ่น 3×3” คืออะไร?
หัวใจสำคัญของการเดินแบบญี่ปุ่นคือ การออกกำลังกายแบบสลับช่วงความเข้มข้น (Interval Training) ที่ผสมผสานระหว่าง “การเดินเร็วสลับกับการเดินช้า” โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีต่อครั้ง
มาดูวิธีการทำง่ายๆ กัน
วอร์มอัพ: เริ่มต้นด้วยการเดินสบายๆ สัก 2-3 นาที
เร่งสปีด: เดินให้เร็วขึ้นจนคุณเริ่มหายใจหอบเล็กน้อย (ออกแรงประมาณ 70% ของกำลังสูงสุด) เป็นเวลา 3 นาที
ผ่อนคลาย: ชะลอความเร็วลงเป็นการเดินแบบสบายๆ (ออกแรงประมาณ 40% ของกำลังสูงสุด) เป็นเวลา 3 นาที
ทำซ้ำ: วนกลับไปทำซ้ำข้อ 2 และ 3 อีก 5 ครั้ง
แค่นี้ก็ครบ 30 นาทีแล้ว!
ทำไม “การเดินแบบญี่ปุ่น” ถึงเป็นที่ฮือฮา?
บนโลกโซเชียลมีเดีย ผู้คนที่ลองทำตามต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธีนี้ช่วย “เพิ่มความทนทานของร่างกาย” และ “บำรุงสุขภาพสมอง” แถมยังมีอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพบางคนกล้าเคลมเลยว่า การเดินแบบญี่ปุ่นแค่ 30 นาทีนี้ มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการเดิน 10,000 ก้าวตลอดทั้งวันถึง 10 เท่า! ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม?
ความน่าสนใจของ “การเดินแบบญี่ปุ่น” ไม่ได้จบแค่ในโซเชียลมีเดีย แต่ยังได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย!
ย้อนกลับไปในปี 2550 ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ฮิโรชิ โนเสะ จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองกับผู้เข้าร่วม 246 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 63 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
ทำไม “การเดินแบบญี่ปุ่น” ถึงเป็นที่ฮือฮา?
บนโลกโซเชียลมีเดีย ผู้คนที่ลองทำตามต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า วิธีนี้ช่วย “เพิ่มความทนทานของร่างกาย” และ “บำรุงสุขภาพสมอง” แถมยังมีอินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพบางคนกล้าเคลมเลยว่า การเดินแบบญี่ปุ่นแค่ 30 นาทีนี้ มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการเดิน 10,000 ก้าวตลอดทั้งวันถึง 10 เท่า! ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม?
ความน่าสนใจของ “การเดินแบบญี่ปุ่น” ไม่ได้จบแค่ในโซเชียลมีเดีย แต่ยังได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อีกด้วย!
ย้อนกลับไปในปี 2550 ทีมวิจัยของศาสตราจารย์ฮิโรชิ โนเสะ จากมหาวิทยาลัยชินชู ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองกับผู้เข้าร่วม 246 คน ที่มีอายุเฉลี่ย 63 ปี โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1: ไม่ออกกำลังกาย
กลุ่มที่ 2: เดินด้วยความเร็วคงที่ 8,000 ก้าว/วัน อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์
กลุ่มที่ 3: ฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” (เดินเร็ว 3 นาที สลับเดินช้า 3 นาที เป็นเวลา 30 นาที) อย่างน้อย 4 วัน/สัปดาห์
ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาระยะเวลา 5 เดือนนั้น น่าทึ่งมาก!!
กลุ่มที่ 3 ซึ่งฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” ความดันโลหิตลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และความทนทานของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม
ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาติดตามผลในปี 2561 ยังพบว่าผู้ที่ฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี มี ความแข็งแรงของขาเพิ่มขึ้นถึง 20% และสมรรถภาพในการออกกำลังกายสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 40% นี่แสดงให้เห็นว่า การเดินแบบนี้ไม่เพียงแค่ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของร่างกายตามวัย แต่ยังช่วยให้คุณมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า การเดินแบบสลับช่วงความเข้มข้นนี้ มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความทนทาน และช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยออกกำลังกายหนักๆ มาก่อน แนะนำให้เริ่มจากการเดินปกติ เพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนที่จะลอง “การเดินแบบญี่ปุ่น” ก่อน
ที่มา https://www.dailynews.co.th/news/4850804/
ผลลัพธ์ที่ได้จากการศึกษาระยะเวลา 5 เดือนนั้น น่าทึ่งมาก!!
กลุ่มที่ 3 ซึ่งฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” ความดันโลหิตลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และความทนทานของร่างกายดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่ม
ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาติดตามผลในปี 2561 ยังพบว่าผู้ที่ฝึก “การเดินแบบญี่ปุ่น” อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี มี ความแข็งแรงของขาเพิ่มขึ้นถึง 20% และสมรรถภาพในการออกกำลังกายสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 40% นี่แสดงให้เห็นว่า การเดินแบบนี้ไม่เพียงแค่ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของร่างกายตามวัย แต่ยังช่วยให้คุณมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกด้วย
ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า การเดินแบบสลับช่วงความเข้มข้นนี้ มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความทนทาน และช่วยลดน้ำหนักได้จริง แต่สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยออกกำลังกายหนักๆ มาก่อน แนะนำให้เริ่มจากการเดินปกติ เพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนที่จะลอง “การเดินแบบญี่ปุ่น” ก่อน
ที่มา https://www.dailynews.co.th/news/4850804/
09 มีนาคม 2569
ลงทุนท่ามกลางไฟแห่งสงคราม : โลกในมุมมองของ Value Investor โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
สงครามระหว่างอเมริกากับอิหร่านที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก “ปั่นป่วน” เฉพาะอย่างยิ่งตลาดหุ้นเกาหลีและตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดตกลงไปเกิน 10% ภายในเวลา 2-3 วัน นี่ทำให้เราควรมาดูว่าอนาคตหลังจากนี้ เช่น อีกปีหนึ่งหรืออาจจะหลายปี หุ้นน่าจะเป็นอย่างไรเพื่อที่เราจะได้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้ได้ถูกต้อง
ประเด็นแรกที่ผมมักจะทำเสมอก็คือ ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามกับตลาดหุ้นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องการศึกษาเฉพาะตลาดหรือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิแต่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบแน่เพราะอาจจะเป็น “คู่สงคราม” หรือไม่ก็เป็นประเทศอื่นที่ได้รับผลของสงครามผ่านภาวะเศรษฐกิจ การเงินหรือการถูกโจมตีอันเป็นผลข้างเคียง และก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มีข้อมูลมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ มาก
ประวัติศาสตร์ก็คือ ก่อนสงครามหรือเมื่อเกิดสงคราม ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและตกลงมาแรงเพราะการ “ตกใจ” ของนักลงทุน เนื่องจากสงครามจะก่อให้เกิดการทำลายล้างและกระทบกับเศรษฐกิจ การเงินและตลาดหุ้นมาก เพราะการผลิตสินค้าเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์และปัจจัยในการสงครามต่าง ๆ รวมถึงอาหารและพลังงานอาจจะติดขัดทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินทางการเงินเช่นหุ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นหลังจากสงครามผ่านไปประมาณ 1 ปี
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดชั่วคราว แต่เมื่อเปิดขึ้นใหม่ ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงมาก เหตุผลก็เพราะว่าสหรัฐไม่เกิดความเสียหายเลย แต่โรงงานในสหรัฐกลับเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาวุธและสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ ส่งให้กับพันธมิตรในยุโรป
สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ช่วงแรกตลาดก็ผันผวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเรือที่เพิรล์ฮาร์เบอร์ถูกญี่ปุ่นถล่ม แต่หลังจากนั้น ในช่วงสงครามตั้งแต่ปี 1942-1945 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงปีละ 25% เนื่องจากมีการผลิตอาวุธและสินค้าเพื่อใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะรวมถึงการส่งผลผลิตเหล่านั้นให้กับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป
สงครามเกาหลีในปี 1950-1953 ดัชนี S&P500 ก็เติบโตขึ้นประมาณ 30% หรือปีละเกือบ 10% ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นเดี้ยง เช่น เดียวกับสงครามเวียตนามที่รบกันยาวนานต่อเนื่องถึง 20 ปี ตลาดหุ้นก็โตไปเรื่อย ๆ ยกเว้นในช่วงปี 1973-74 ซึ่งเป็นช่วงท้าย ๆ ของสงครามที่เกิดวิกฤติน้ำมันจากการที่ประเทศกลุ่มโอเปกงดส่งน้ำมันให้อเมริกาซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปมากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกลายเป็น “Stagflation” คือเศรษฐกิจตกต่ำในขณะที่เงินเฟ้อรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนเป็นวิกฤติ
“สงครามอ่าว” ในตะวันออกกลางปี 1990-91 ที่สหรัฐบุกอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวตที่ถูกยึดครองโดยอิรัก ในช่วงแรก ดัชนีหุ้นS&P 500 ตกลงไป 10% แต่เมื่อกองทัพอเมริกาเริ่มโจมตี ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแรงมาก ภายใน 1 ปี ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 20%
สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ตลาดหุ้นก็ตกลงไปแรงทั่วโลก เพราะราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมากถึง 50% แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ และตอนนี้นักลงทุนก็แทบไม่สนใจแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เกิดสงครามอเมริกากับอิหร่านแทน
ข้อสรุปก็คือ สงครามนั้น มักก่อให้เกิดความตกใจและส่งผลสั้น ๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือภาวะทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินเสียหาย ดังต่อไปนี้คือ
1) สงครามจะลามไปยังจุดอื่น ๆ หรืออาจจะไปทั่วโลก เพราะอิหร่านเริ่มโจมตีประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียที่สนับสนุนสหรัฐ
2) จะเกิดเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะสงครามต้องใช้น้ำมันมาก หรืออย่างในกรณีสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันประมาณ 20ของโลกไม่สามารถนำออกไปใช้ได้ ทำให้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรลและคาดว่าจะขึ้นไปได้ถึง 150 เหรียญในไม่ช้า
3) เศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะถดถอยลงถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป การท่องเที่ยวอาจจะลดลงเพราะการบินถูกรบกวน เช่นเดียวกับการค้าที่จะติดขัดโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการที่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วยอาจจะทำให้เกิด Stagflation ได้
4) มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เช่นเรื่องของการแซงชั่นการค้า การขึ้นภาษีและการจำกัดการส่งออกสินค้าที่อาจจะเป็นยุทธปัจจัยเช่นพวกแร่หายากเป็นต้น
ทั้งหมดนั้นทำให้ตลาดหุ้นตกแรง แต่โอกาสที่จะเกิดต่อเนื่องยาวนั้น จากประวัติศาสตร์มักพบว่ามันไม่จริง โลกมีความสามารถในการปรับตัวเสมอ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามอาจจะจบลงหรือกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” แต่ไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับโลกอีกต่อไปเพราะโลกปรับตัวได้ นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่คนโดยเฉพาะนักลงทุนแทบจะเลิกสนใจไปแล้ว
ประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ สงครามจะลามไปยังประเทศอื่นหรือจุดอื่นหรือไม่ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทั้งรัสเซียและจีนเองก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือหรือตอบโต้อเมริกา เช่น เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็ไม่ได้เป็นมิตรกับอิหร่าน ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่สนับสนุนสหรัฐในด้านของการอนุญาติให้เครื่องบินของสหรัฐบินไปโจมตีอิหร่านด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้อิหร่าน “แก้แค้น” โดยการโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศเหล่านั้น
ประเด็นต่อมาก็คือ สงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะถ้ายืดเยื้อก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคายาวนานซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาแรงต่อไป
ในความเห็นของผมก็คือ สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามทางอากาศ” คล้าย ๆ “The Battle of Britain” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ทิ้งระเบิดโจมตีอังกฤษนานหลายเดือนเพื่อที่จะทำให้อังกฤษยอมแพ้โดยที่เยอรมันไม่ได้ยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองอังกฤษ แต่อังกฤษไม่ยอม และก็พยายามต้านทานโดยใช้ปืนต่อสู้อากาศยานและนำเครื่องบินขึ้นไปรบกับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันจนในที่สุดเยอรมันก็เลิกรบไปเองและหันไปบุกรัสเซียแทน
ในกรณีของสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่โจมตีอิหร่านโดยเครื่องบินและขีปนาวุธ ผมคิดว่าอิหร่านก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และก็คงตอบโต้โดยใช้โดรนและขีปนาวุธยิงฐานทัพอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุน รวมถึงการขู่และปิดการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้อเมริกาต้องหยุดการโจมตีอิหร่าน
สำหรับผมเองคิดว่าสงครามครั้งนี้คงใช้เวลาไม่นานก็จะเลิกไปเอง เพราะอเมริกาไม่ได้ส่งคนเข้าไปรบในพื้นแผ่นดินอิหร่าน แค่เลิกส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าอิหร่านทุกอย่างก็จบ นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสหรัฐได้ทำลายอาวุธและศักยภาพในการผลิตอาวุธส่วนใหญ่รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้วเสร็จและสามารถตั้งผู้นำหรือได้ผู้นำอิหร่านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาต่อไปแล้ว หลังจากนั้น ทรัมป์ก็จะ “ประกาศชัยชนะ” แล้วเรื่องของสงครามอิหร่านก็จะจางหายไปคล้าย ๆ สงครามยูเครน
ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะดำเนินการไปตามปกติ และแน่นอน ก็จะไปเจอกับภาวะแห่งความผันผวนไม่แน่นอนและก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกเช่นกัน เพราะในช่วงเร็ว ๆ นี้ “ระเบียบโลก” ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่โลกมีกติกาที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศซึ่งรวมถึงมหาอำนาจ จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระยะหลัง ๆ นี้ดูเหมือนว่า “อำนาจ” จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนแทน
ที่พูดมาถึงจุดนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะปัญหาต่าง ๆ จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร?
คำตอบอย่างสั้น ๆ ของผมก็คือ ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัย เราก็อาจจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นในสินค้าที่จะไม่เจ็บจากสงครามและอาจให้ผลตอบแทนที่ดีนั่นคือ
1) ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่จะได้ผลดีเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและอยู่นาน
2) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน
3) สินค้าโภคภัณฑ์เช่นแร่ธาตุที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ในการสงครามต่าง ๆ
4)สินค้าที่สามารถต่อต้านเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือพลังงานมาก เช่น สายการบิน และการเดินทางขนส่งเป็นต้น
นอกจากนั้น ในส่วนของการจัดพอร์ตเองก็ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมรวมถึงทรัพย์สินอย่างทองคำ และลงทุนในหลาย ๆ ตลาดหรือทั่วโลก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปกป้องเราจาก “ความเสี่ยงร้ายแรง” ระดับหายนะในช่วงภาวะสงครามได้
ประเด็นแรกที่ผมมักจะทำเสมอก็คือ ศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามกับตลาดหุ้นว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องการศึกษาเฉพาะตลาดหรือประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสมรภูมิแต่แน่นอนว่าได้รับผลกระทบแน่เพราะอาจจะเป็น “คู่สงคราม” หรือไม่ก็เป็นประเทศอื่นที่ได้รับผลของสงครามผ่านภาวะเศรษฐกิจ การเงินหรือการถูกโจมตีอันเป็นผลข้างเคียง และก็แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นสหรัฐที่มีข้อมูลมากกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ มาก
ประวัติศาสตร์ก็คือ ก่อนสงครามหรือเมื่อเกิดสงคราม ตลาดหุ้นมักจะผันผวนและตกลงมาแรงเพราะการ “ตกใจ” ของนักลงทุน เนื่องจากสงครามจะก่อให้เกิดการทำลายล้างและกระทบกับเศรษฐกิจ การเงินและตลาดหุ้นมาก เพราะการผลิตสินค้าเช่นอาวุธยุทโธปกรณ์และปัจจัยในการสงครามต่าง ๆ รวมถึงอาหารและพลังงานอาจจะติดขัดทำให้มีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากซึ่งทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินทางการเงินเช่นหุ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็มักจะปรับตัวขึ้นหลังจากสงครามผ่านไปประมาณ 1 ปี
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตลาดหุ้นสหรัฐต้องปิดชั่วคราว แต่เมื่อเปิดขึ้นใหม่ ดัชนีตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นแรงมาก เหตุผลก็เพราะว่าสหรัฐไม่เกิดความเสียหายเลย แต่โรงงานในสหรัฐกลับเฟื่องฟูมาก เพราะเป็นแหล่งผลิตอาวุธและสินค้าที่จำเป็นต่าง ๆ ส่งให้กับพันธมิตรในยุโรป
สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ช่วงแรกตลาดก็ผันผวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อฐานทัพเรือที่เพิรล์ฮาร์เบอร์ถูกญี่ปุ่นถล่ม แต่หลังจากนั้น ในช่วงสงครามตั้งแต่ปี 1942-1945 ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นถึงปีละ 25% เนื่องจากมีการผลิตอาวุธและสินค้าเพื่อใช้ในการต่อสู้กับฝ่ายอักษะรวมถึงการส่งผลผลิตเหล่านั้นให้กับฝ่ายพันธมิตรในยุโรป
สงครามเกาหลีในปี 1950-1953 ดัชนี S&P500 ก็เติบโตขึ้นประมาณ 30% หรือปีละเกือบ 10% ซึ่งก็ถือว่าใช้ได้ สงครามไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นเดี้ยง เช่น เดียวกับสงครามเวียตนามที่รบกันยาวนานต่อเนื่องถึง 20 ปี ตลาดหุ้นก็โตไปเรื่อย ๆ ยกเว้นในช่วงปี 1973-74 ซึ่งเป็นช่วงท้าย ๆ ของสงครามที่เกิดวิกฤติน้ำมันจากการที่ประเทศกลุ่มโอเปกงดส่งน้ำมันให้อเมริกาซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปมากจนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและกลายเป็น “Stagflation” คือเศรษฐกิจตกต่ำในขณะที่เงินเฟ้อรุนแรงส่งผลให้ตลาดหุ้นตกลงไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์จนเป็นวิกฤติ
“สงครามอ่าว” ในตะวันออกกลางปี 1990-91 ที่สหรัฐบุกอิรักเพื่อปลดปล่อยคูเวตที่ถูกยึดครองโดยอิรัก ในช่วงแรก ดัชนีหุ้นS&P 500 ตกลงไป 10% แต่เมื่อกองทัพอเมริกาเริ่มโจมตี ตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นแรงมาก ภายใน 1 ปี ดัชนีก็ปรับตัวขึ้นไป 20%
สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปี 2022 ตลาดหุ้นก็ตกลงไปแรงทั่วโลก เพราะราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแรงมากถึง 50% แต่หลังจากนั้น ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ และตอนนี้นักลงทุนก็แทบไม่สนใจแล้ว เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เกิดสงครามอเมริกากับอิหร่านแทน
ข้อสรุปก็คือ สงครามนั้น มักก่อให้เกิดความตกใจและส่งผลสั้น ๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือภาวะทางเศรษฐกิจสำคัญ ๆ ที่จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดการเงินเสียหาย ดังต่อไปนี้คือ
1) สงครามจะลามไปยังจุดอื่น ๆ หรืออาจจะไปทั่วโลก เพราะอิหร่านเริ่มโจมตีประเทศอื่นในอ่าวเปอร์เซียที่สนับสนุนสหรัฐ
2) จะเกิดเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพราะสงครามต้องใช้น้ำมันมาก หรืออย่างในกรณีสงครามที่เกิดขึ้นขณะนี้คืออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันประมาณ 20ของโลกไม่สามารถนำออกไปใช้ได้ ทำให้น้ำมันราคาเพิ่มขึ้นไปถึง 90 เหรียญต่อบาร์เรลและคาดว่าจะขึ้นไปได้ถึง 150 เหรียญในไม่ช้า
3) เศรษฐกิจทั่วโลกอาจจะถดถอยลงถ้าสงครามยืดเยื้อต่อไป การท่องเที่ยวอาจจะลดลงเพราะการบินถูกรบกวน เช่นเดียวกับการค้าที่จะติดขัดโดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการที่เกิดภาวะเงินเฟ้อด้วยอาจจะทำให้เกิด Stagflation ได้
4) มีความเสี่ยงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เช่นเรื่องของการแซงชั่นการค้า การขึ้นภาษีและการจำกัดการส่งออกสินค้าที่อาจจะเป็นยุทธปัจจัยเช่นพวกแร่หายากเป็นต้น
ทั้งหมดนั้นทำให้ตลาดหุ้นตกแรง แต่โอกาสที่จะเกิดต่อเนื่องยาวนั้น จากประวัติศาสตร์มักพบว่ามันไม่จริง โลกมีความสามารถในการปรับตัวเสมอ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สงครามอาจจะจบลงหรือกลายเป็นสงคราม “ยืดเยื้อ” แต่ไม่ค่อยจะมีผลกระทบกับโลกอีกต่อไปเพราะโลกปรับตัวได้ นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ กับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่คนโดยเฉพาะนักลงทุนแทบจะเลิกสนใจไปแล้ว
ประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ก็คือ สงครามจะลามไปยังประเทศอื่นหรือจุดอื่นหรือไม่ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะทั้งรัสเซียและจีนเองก็ไม่ได้ออกมาช่วยเหลือหรือตอบโต้อเมริกา เช่น เดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างก็ไม่ได้เป็นมิตรกับอิหร่าน ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่สนับสนุนสหรัฐในด้านของการอนุญาติให้เครื่องบินของสหรัฐบินไปโจมตีอิหร่านด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้อิหร่าน “แก้แค้น” โดยการโจมตีด้วยโดรนต่อประเทศเหล่านั้น
ประเด็นต่อมาก็คือ สงครามนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ เพราะถ้ายืดเยื้อก็จะทำให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนและขึ้นราคายาวนานซึ่งจะทำให้เกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นตกลงมาแรงต่อไป
ในความเห็นของผมก็คือ สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามทางอากาศ” คล้าย ๆ “The Battle of Britain” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ฮิตเลอร์ทิ้งระเบิดโจมตีอังกฤษนานหลายเดือนเพื่อที่จะทำให้อังกฤษยอมแพ้โดยที่เยอรมันไม่ได้ยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองอังกฤษ แต่อังกฤษไม่ยอม และก็พยายามต้านทานโดยใช้ปืนต่อสู้อากาศยานและนำเครื่องบินขึ้นไปรบกับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันจนในที่สุดเยอรมันก็เลิกรบไปเองและหันไปบุกรัสเซียแทน
ในกรณีของสหรัฐโดยประธานาธิบดีทรัมป์ที่โจมตีอิหร่านโดยเครื่องบินและขีปนาวุธ ผมคิดว่าอิหร่านก็คงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และก็คงตอบโต้โดยใช้โดรนและขีปนาวุธยิงฐานทัพอเมริกาและประเทศอื่น ๆ ที่สนับสนุน รวมถึงการขู่และปิดการเดินเรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบีบให้อเมริกาต้องหยุดการโจมตีอิหร่าน
สำหรับผมเองคิดว่าสงครามครั้งนี้คงใช้เวลาไม่นานก็จะเลิกไปเอง เพราะอเมริกาไม่ได้ส่งคนเข้าไปรบในพื้นแผ่นดินอิหร่าน แค่เลิกส่งเครื่องบินเข้าน่านฟ้าอิหร่านทุกอย่างก็จบ นั่นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เมื่อสหรัฐได้ทำลายอาวุธและศักยภาพในการผลิตอาวุธส่วนใหญ่รวมถึงระเบิดนิวเคลียร์ของอิหร่านแล้วเสร็จและสามารถตั้งผู้นำหรือได้ผู้นำอิหร่านที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับอเมริกาต่อไปแล้ว หลังจากนั้น ทรัมป์ก็จะ “ประกาศชัยชนะ” แล้วเรื่องของสงครามอิหร่านก็จะจางหายไปคล้าย ๆ สงครามยูเครน
ตลาดหุ้นทั่วโลกก็จะดำเนินการไปตามปกติ และแน่นอน ก็จะไปเจอกับภาวะแห่งความผันผวนไม่แน่นอนและก็อาจจะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกเช่นกัน เพราะในช่วงเร็ว ๆ นี้ “ระเบียบโลก” ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากเดิมที่โลกมีกติกาที่ชัดเจนว่าแต่ละประเทศซึ่งรวมถึงมหาอำนาจ จะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ระยะหลัง ๆ นี้ดูเหมือนว่า “อำนาจ” จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนแทน
ที่พูดมาถึงจุดนี้อาจจะดูเหมือนว่าเราไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้นเพราะปัญหาต่าง ๆ จะจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นและผลกระทบจะเป็นอย่างไร?
คำตอบอย่างสั้น ๆ ของผมก็คือ ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัย เราก็อาจจะเลือกกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นในสินค้าที่จะไม่เจ็บจากสงครามและอาจให้ผลตอบแทนที่ดีนั่นคือ
1) ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานที่จะได้ผลดีเมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้นและอยู่นาน
2) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามที่ยืดเยื้อยาวนาน
3) สินค้าโภคภัณฑ์เช่นแร่ธาตุที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตอาวุธและอุปกรณ์ในการสงครามต่าง ๆ
4)สินค้าที่สามารถต่อต้านเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่ควรจะหลีกเลี่ยงก็คือ ธุรกิจที่ต้องใช้น้ำมันหรือพลังงานมาก เช่น สายการบิน และการเดินทางขนส่งเป็นต้น
นอกจากนั้น ในส่วนของการจัดพอร์ตเองก็ควรจะต้องกระจายความเสี่ยงไปในหลาย ๆ อุตสาหกรรมรวมถึงทรัพย์สินอย่างทองคำ และลงทุนในหลาย ๆ ตลาดหรือทั่วโลก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ปกป้องเราจาก “ความเสี่ยงร้ายแรง” ระดับหายนะในช่วงภาวะสงครามได้
From settrade
02 มีนาคม 2569
อวสานของนักเรียนเกรด A? อนาคตของหุ้นเกรด A s - โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
การเปิดตัวของ Claude Cowork และ Claude Code ซึ่งเป็นโมเดล AI ตัวใหม่ของบริษัท Anthropic ที่สามารถทำงานซับซ้อนมากอย่างการเขียนโค้ดแทนวิศวกรคอมพิวเตอร์ได้แทบจะหมดทุกอย่างทำให้ผมนึกถึงกลุ่มคนที่พูดได้ว่าเป็นคนที่ “ฉลาดที่สุด” ของโลกและโดยเฉพาะประเทศไทยว่า อนาคตพวกเขาจะทำอะไรและจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากน้อยแค่ไหน?
แต่ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ ผมก็นึกไปถึงเรื่องตลกที่ผมจำติดใจมานานเล่าโดย “อาจารย์เหน่” เสน่ห์ ศรีสุวรรณ วิทยากรในรายการ “Money Talk” และนักพูดชื่อดังที่ผมคิดว่าสามารถเล่าเรื่องตลกได้ “คลาสสิคที่สุด” คนหนึ่งของประเทศไทย วันนั้นเขาพูดว่า
“คนเราเรียนเก่งไม่เก่งอะไรมันไม่แน่นอนเพราะมันมีการสำรวจมาแล้วพบว่าความสำเร็จในชีวิตการเรียนและชีวิตหลังการเรียนก็พบว่า นักเรียนเกรด A ส่วนใหญ่ก็จะออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นวิศวกรหรือเป็นหมออะไรแบบนี้
แต่นักเรียนเกรด B เกรดรองจากเกรด A ก็จะเรียนบริหาร คุมธุรกิจและก็จะมาคุมนักเรียนเกรด A อีกที ถูกไหม เพราะจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจไง
พวกนักเรียนเกรด C ก็เรียนแบบพอดีพอดีผ่าน พวกนี้ก็จะกลายมาเป็นนักการเมือง มาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็มาคุมพวกเกรด A กับเกรด B อีกทีหนึ่ง
ส่วนพวกนักเรียนเกรด D นั้นเป็นนักเรียนหลังห้อง พวกนี้ก็สุมหัวกัน ตอนเรียนก็ไม่ได้เรียน มีการแกล้งครูแกล้งอะไรต่าง ๆ ด้วย พอจบมาเรียบร้อย มันผ่านมาแบบไม่น่าผ่าน พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นแก๊งใต้ดิน ทำอะไรต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย แล้วก็มาคุมพวก A B C อีกที
ต่อไปคือนักเรียนเกรด F คือสอบแล้วตกทันที แต่พวกนี้ไม่ยี่หระ ถูกรีไทร์ก็ไม่สนใจ พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้รอบรู้ กลายเป็นโหร แล้วพวกนักเรียนทุกกลุ่มก็ต้องเข้ามาหาให้ทำนายอนาคต แล้วนักเรียนพวกนี้ก็จะบอกว่าจะอยู่ได้กี่ปี กี่ปี บอกได้หมด
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ การเรียนก็ไม่แน่นอน บางทีก็ได้ A บางทีก็ได้ B C D เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง แต่เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล นักเรียน A B C D ไม่กล้าตอแยด้วย ไม่กล้าหือ ไม่กล้าต่อรอง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้น ๆ ว่า เมีย”
แน่นอนว่าเรื่อง “โจ๊ก” นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องที่มักจะ “เสียดสี” สังคม ซึ่งในกรณีของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของความรู้ว่า การรู้มาก ฉลาดมาก ก็อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ตามความคิดและความเชื่อที่มีมานานตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการของมนุษยชาติ
แต่เมื่อถึงวันนี้ คือวันที่ AI กำลังจะ “ฉลาด” กว่าคนที่ฉลาดที่สุดมาก และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะภายในเวลาอีกแค่ระดับ 10 ปี อะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่ฉลาดที่สุดของสังคมหรือ “นักเรียนเกรด A” ที่ตอนนี้เป็นวิศวกรที่เขียนโปรแกรมซับซ้อน หรือเป็นหมอที่ดูแลรักษาคนไข้ ทำการผ่าตัดเนื้อร้ายในทุกส่วนของร่างกาย ที่อีลอน มัสก์ บอกว่า ภายในไม่เกิน 10-20 ปี หุ่นยนต์พร้อม AI จะสามารถทำแทนหมอที่เก่งที่สุดได้หมด
นอกจากนั้น งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชี การเงิน การตลาดและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการวางระบบข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานของ “นักเรียนเกรด B” นั้น ตอนนี้ก็กำลังถูกแทนที่โดย AI ในระดับที่เร็วยิ่งกว่านักเรียนเกรด A
ถ้าคุณเป็น “นักเรียนเกรด A” ที่เป็นกลุ่มคนที่ “สร้าง AI ขึ้นมากับมือ” และก็เป็นกลุ่มคนที่ได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในสังคม มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นมากในวันนี้คุณจะทำอะไรหรือทำอย่างไรที่จะรักษาสถานะนั้นไว้ในวันที่ AI กำลังเก่งขึ้นทุกวันอย่างรวดเร็วจนเราอาจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน?
ถ้าตอนนี้เรากำลังเรียน เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เรียนการเขียนโค้ดเป็นหลัก เราจะต้องทำอย่างไรถ้าต่อไปบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ IT นั้น แทบจะไม่ต้องใช้คนเขียนกันแล้ว? จบไปก็อาจจะไม่มีงานทำ คนที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะถูกปลด เพราะงานงานเขียนโค้ดพื้นฐานนั้นแทบไม่ต้องใช้คนแล้ว
เช่นเดียวกัน ถ้ากำลังเรียนเป็นหมอ อาชีพนี้จะ “ดีที่สุด” และดีต่อเนื่องไปตลอดชีวิตอย่างที่เราเคยรับรู้ไหมว่ามันเป็นงานยากและใช้ทักษะและความพยายามสูงที่มีเฉพาะ “นักเรียนเกรด A” เท่านั้นที่ทำได้ และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อาชีพแพทย์เป็นสิ่งที่มีค่ามาตลอดกาล จนถึงวันนี้ วันที่ อีลอน มัสก์ นักพัฒนาเทคโนโลยี “มือหนึ่งของโลก” บอกว่า ภายในเวลาอีกไม่นาน การแพทย์จะเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ในต้นทุนที่ถูกมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดเป็น “หุ่นยนต์”
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราก็ยังต้องคิดและทำอย่างเดิมอยู่ดี เราไม่มีทางเลือกอื่น เราจะพบทางเลือกอื่นจริง ๆ ต่อเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ผมคิดว่า ในเมื่อเราสู้ไม่ได้หรือกำลังจะพ่ายแพ้ กฎของ “นักเลือก” ก็คือ เราต้องร่วมมือกับ AI ในกรณีที่เราไม่สามารถเป็นนายมันได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างเข้มข้นเพื่อที่จะเอาชนะคนที่ใช้ไม่เป็นหรือไม่เก่งพอ
นอกจากนั้นแล้วเราก็คงต้องเรียนรู้สิ่งที่ AI ยังไม่เก่งหรือฉลาดพอและก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ เช่น เรื่องของอารมณ์ ความโลภ โกรธหลง ความกลัวและความกล้า รวมถึงจินตนาการที่ AI ยังไม่ไปถึงจุดนั้น ทั้งหมดนั้นจะทำให้เรามีคุณค่ามากกว่า AI และจะทำให้เราประสบความสำเร็จสูงอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะนักเรียนเกรด A
ข้อสรุปสำหรับคนก็คือ เราต้องปรับตัวในแง่ของการเรียนรู้ที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานที่กว้างขึ้นของสิ่งที่เราเรียนรู้ เราต้องเข้าใจโลกและชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น เรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น และต้องเปลี่ยนคำถามกับทุกสิ่งว่า Why? หรือทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรในสายตาหรือความคิดของมนุษย์ เราจะไม่ถามว่า How? หรือทำอย่างไร เพราะ AI สามารถทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามากด้วยเวลาที่น้อยนิด เราไม่จำเป็นต้องทำเอง
นั่นนำมาถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ ในด้านของบริษัทธุรกิจหรือหุ้นที่เราลงทุน ซึ่งก็จะไม่ต่างจากเรื่องของนักเรียนหรือคนทำงานที่หลาย ๆ อุตสาหกรรม หลาย ๆ บริษัทที่อาจจะเป็น “หุ้นเกรด A” ที่อาจจะกำลัง “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” ในยุคที่ AI กำลังฉลาดกว่าคน
ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจก็คือ หุ้นที่เน้นให้บริการเขียนซอฟท์แวร์ให้กับลูกค้าที่ต้องการทำระบบข้อมูลภายในขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น หุ้น FPT ของเวียตนามที่ผมเองถืออยู่ด้วย เพราะนี่อาจจะถูกทำลายโดย Claude Code ได้
ประเด็นสำหรับบริษัทหรือหุ้นที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่กำลังประสบกับการต่อสู้กับ AI ก็เหมือนกับคนนั่นก็คือ ต้องร่วมมือกับ AI ดึงเขามาเป็นพวก ใช้ AI เต็มที่มาแทนพนักงานเขียนโค้ดที่เป็นพื้นฐาน คนจะทำหน้าที่ที่ AI ยังทำไม่ได้ดี ซึ่งนั่นก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเช่น ผู้ใช้งาน ลูกค้าของบริษัทที่เป็นลูกค้า และอื่น ๆ ส่วนคนเขียนโค้ดที่เหลือเกินงานก็จะต้องเปลี่ยนงานไปทำหรือพัฒนา AI ที่จะนำไปใช้กับลูกค้าที่มาจ้างทำระบบอีกทีซึ่งก็จะเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้าอยากจ้างบริษัทต่อไปและไม่หันไปทำระบบของตนเองแทน และนี่ก็อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้ “หุ้นเกรด A” ยังเป็นหุ้นเกรด A ต่อไปได้
ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งก็คือ “โรงพยาบาลเกรด A” ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งถ้าดูจาก “เทรนด์” ของเทคโนโลยีและ AI แล้ว อนาคตการรักษาพยาบาลของหมออาจจะแพ้หุ่นยนต์ ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาลวันนี้ อาจจะไม่มีค่าในวันข้างหน้าที่หุ่นยนต์เก่งกว่าทั้งในการวิเคราะห์โรคและการปฏิบัติ เช่น การผ่าตัด ดังนั้น ในอนาคตลูกค้าต่างชาติก็อาจจะไม่มาใช้บริการ อาจจะมีโรงพยาบาลที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลักในบ้านเขาหรือที่อื่นที่ทั้งถูกกว่าและดีกว่า โรงพยาบาลเกรด A ก็อาจจะกลายเป็นโรงพยาบาลธรรมดาไป มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วก็จะต้องลดลง
แต่จริง ๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กล่าวนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลเกรด A ที่จะต้องหาทางทำอย่างไรที่จะทำให้ยังเป็นหุ้นเกรด A ได้ ซึ่งในความคิดผมก็ยังคงเป็นว่า โรงพยาบาลจะต้องคิดถึง “ความเป็นคน” ของลูกค้าให้มากขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่หุ่นยนต์แพทย์อาจจะยังไม่มีความรู้หรือความเข้าใจพอที่จะทำให้โรงพยาบาลมีการรักษาที่เหนือกว่าโรงพยาบาลเกรด A ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โรงพยาบาลก็จะต้อง ร่วมมือหรือใช้หุ่นยนต์ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในภารกิจเฉพาะ มิฉะนั้น ก็จะแพ้โรงพยาบาลที่เป็นคู่แข่งอย่างแน่นอน
แต่ก่อนจะเข้าเรื่องที่เป็นสาระจริง ๆ ผมก็นึกไปถึงเรื่องตลกที่ผมจำติดใจมานานเล่าโดย “อาจารย์เหน่” เสน่ห์ ศรีสุวรรณ วิทยากรในรายการ “Money Talk” และนักพูดชื่อดังที่ผมคิดว่าสามารถเล่าเรื่องตลกได้ “คลาสสิคที่สุด” คนหนึ่งของประเทศไทย วันนั้นเขาพูดว่า
“คนเราเรียนเก่งไม่เก่งอะไรมันไม่แน่นอนเพราะมันมีการสำรวจมาแล้วพบว่าความสำเร็จในชีวิตการเรียนและชีวิตหลังการเรียนก็พบว่า นักเรียนเกรด A ส่วนใหญ่ก็จะออกมาเป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นวิศวกรหรือเป็นหมออะไรแบบนี้
แต่นักเรียนเกรด B เกรดรองจากเกรด A ก็จะเรียนบริหาร คุมธุรกิจและก็จะมาคุมนักเรียนเกรด A อีกที ถูกไหม เพราะจะมาเป็นเจ้าของธุรกิจไง
พวกนักเรียนเกรด C ก็เรียนแบบพอดีพอดีผ่าน พวกนี้ก็จะกลายมาเป็นนักการเมือง มาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็มาคุมพวกเกรด A กับเกรด B อีกทีหนึ่ง
ส่วนพวกนักเรียนเกรด D นั้นเป็นนักเรียนหลังห้อง พวกนี้ก็สุมหัวกัน ตอนเรียนก็ไม่ได้เรียน มีการแกล้งครูแกล้งอะไรต่าง ๆ ด้วย พอจบมาเรียบร้อย มันผ่านมาแบบไม่น่าผ่าน พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นแก๊งใต้ดิน ทำอะไรต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย แล้วก็มาคุมพวก A B C อีกที
ต่อไปคือนักเรียนเกรด F คือสอบแล้วตกทันที แต่พวกนี้ไม่ยี่หระ ถูกรีไทร์ก็ไม่สนใจ พวกนี้ก็มาทำตัวเป็นผู้วิเศษ เป็นผู้รอบรู้ กลายเป็นโหร แล้วพวกนักเรียนทุกกลุ่มก็ต้องเข้ามาหาให้ทำนายอนาคต แล้วนักเรียนพวกนี้ก็จะบอกว่าจะอยู่ได้กี่ปี กี่ปี บอกได้หมด
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ การเรียนก็ไม่แน่นอน บางทีก็ได้ A บางทีก็ได้ B C D เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง แต่เป็นผู้ที่ทรงอิทธิพล นักเรียน A B C D ไม่กล้าตอแยด้วย ไม่กล้าหือ ไม่กล้าต่อรอง มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลุ่มนี้เรียกชื่อสั้น ๆ ว่า เมีย”
แน่นอนว่าเรื่อง “โจ๊ก” นั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็เป็นเรื่องที่มักจะ “เสียดสี” สังคม ซึ่งในกรณีของเรื่องนี้ก็คือเรื่องของความรู้ว่า การรู้มาก ฉลาดมาก ก็อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ตามความคิดและความเชื่อที่มีมานานตั้งแต่เริ่มวิวัฒนาการของมนุษยชาติ
แต่เมื่อถึงวันนี้ คือวันที่ AI กำลังจะ “ฉลาด” กว่าคนที่ฉลาดที่สุดมาก และจะมากขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะภายในเวลาอีกแค่ระดับ 10 ปี อะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่ฉลาดที่สุดของสังคมหรือ “นักเรียนเกรด A” ที่ตอนนี้เป็นวิศวกรที่เขียนโปรแกรมซับซ้อน หรือเป็นหมอที่ดูแลรักษาคนไข้ ทำการผ่าตัดเนื้อร้ายในทุกส่วนของร่างกาย ที่อีลอน มัสก์ บอกว่า ภายในไม่เกิน 10-20 ปี หุ่นยนต์พร้อม AI จะสามารถทำแทนหมอที่เก่งที่สุดได้หมด
นอกจากนั้น งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชี การเงิน การตลาดและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ และการวางระบบข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเป็นงานของ “นักเรียนเกรด B” นั้น ตอนนี้ก็กำลังถูกแทนที่โดย AI ในระดับที่เร็วยิ่งกว่านักเรียนเกรด A
ถ้าคุณเป็น “นักเรียนเกรด A” ที่เป็นกลุ่มคนที่ “สร้าง AI ขึ้นมากับมือ” และก็เป็นกลุ่มคนที่ได้ผลตอบแทนที่สูงที่สุดในสังคม มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดีกว่าคนกลุ่มอื่นมากในวันนี้คุณจะทำอะไรหรือทำอย่างไรที่จะรักษาสถานะนั้นไว้ในวันที่ AI กำลังเก่งขึ้นทุกวันอย่างรวดเร็วจนเราอาจจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน?
ถ้าตอนนี้เรากำลังเรียน เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่เรียนการเขียนโค้ดเป็นหลัก เราจะต้องทำอย่างไรถ้าต่อไปบริษัทต่าง ๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับ IT นั้น แทบจะไม่ต้องใช้คนเขียนกันแล้ว? จบไปก็อาจจะไม่มีงานทำ คนที่ทำอยู่บางคนก็อาจจะถูกปลด เพราะงานงานเขียนโค้ดพื้นฐานนั้นแทบไม่ต้องใช้คนแล้ว
เช่นเดียวกัน ถ้ากำลังเรียนเป็นหมอ อาชีพนี้จะ “ดีที่สุด” และดีต่อเนื่องไปตลอดชีวิตอย่างที่เราเคยรับรู้ไหมว่ามันเป็นงานยากและใช้ทักษะและความพยายามสูงที่มีเฉพาะ “นักเรียนเกรด A” เท่านั้นที่ทำได้ และนั่นก็คือสิ่งที่ทำให้อาชีพแพทย์เป็นสิ่งที่มีค่ามาตลอดกาล จนถึงวันนี้ วันที่ อีลอน มัสก์ นักพัฒนาเทคโนโลยี “มือหนึ่งของโลก” บอกว่า ภายในเวลาอีกไม่นาน การแพทย์จะเป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ในต้นทุนที่ถูกมาก เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ให้บริการเกือบทั้งหมดเป็น “หุ่นยนต์”
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เราก็ยังต้องคิดและทำอย่างเดิมอยู่ดี เราไม่มีทางเลือกอื่น เราจะพบทางเลือกอื่นจริง ๆ ต่อเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่ดีที่สุดในวันนี้ผมคิดว่า ในเมื่อเราสู้ไม่ได้หรือกำลังจะพ่ายแพ้ กฎของ “นักเลือก” ก็คือ เราต้องร่วมมือกับ AI ในกรณีที่เราไม่สามารถเป็นนายมันได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะใช้ AI อย่างเข้มข้นเพื่อที่จะเอาชนะคนที่ใช้ไม่เป็นหรือไม่เก่งพอ
นอกจากนั้นแล้วเราก็คงต้องเรียนรู้สิ่งที่ AI ยังไม่เก่งหรือฉลาดพอและก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ เช่น เรื่องของอารมณ์ ความโลภ โกรธหลง ความกลัวและความกล้า รวมถึงจินตนาการที่ AI ยังไม่ไปถึงจุดนั้น ทั้งหมดนั้นจะทำให้เรามีคุณค่ามากกว่า AI และจะทำให้เราประสบความสำเร็จสูงอย่างที่ควรจะเป็นในฐานะนักเรียนเกรด A
ข้อสรุปสำหรับคนก็คือ เราต้องปรับตัวในแง่ของการเรียนรู้ที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานที่กว้างขึ้นของสิ่งที่เราเรียนรู้ เราต้องเข้าใจโลกและชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น เรียนรู้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น และต้องเปลี่ยนคำถามกับทุกสิ่งว่า Why? หรือทำไมต้องทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรในสายตาหรือความคิดของมนุษย์ เราจะไม่ถามว่า How? หรือทำอย่างไร เพราะ AI สามารถทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามากด้วยเวลาที่น้อยนิด เราไม่จำเป็นต้องทำเอง
นั่นนำมาถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือ ในด้านของบริษัทธุรกิจหรือหุ้นที่เราลงทุน ซึ่งก็จะไม่ต่างจากเรื่องของนักเรียนหรือคนทำงานที่หลาย ๆ อุตสาหกรรม หลาย ๆ บริษัทที่อาจจะเป็น “หุ้นเกรด A” ที่อาจจะกำลัง “แขวนอยู่บนเส้นด้าย” ในยุคที่ AI กำลังฉลาดกว่าคน
ตัวอย่างหุ้นที่น่าสนใจก็คือ หุ้นที่เน้นให้บริการเขียนซอฟท์แวร์ให้กับลูกค้าที่ต้องการทำระบบข้อมูลภายในขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น หุ้น FPT ของเวียตนามที่ผมเองถืออยู่ด้วย เพราะนี่อาจจะถูกทำลายโดย Claude Code ได้
ประเด็นสำหรับบริษัทหรือหุ้นที่เป็นผู้นำที่โดดเด่นแต่กำลังประสบกับการต่อสู้กับ AI ก็เหมือนกับคนนั่นก็คือ ต้องร่วมมือกับ AI ดึงเขามาเป็นพวก ใช้ AI เต็มที่มาแทนพนักงานเขียนโค้ดที่เป็นพื้นฐาน คนจะทำหน้าที่ที่ AI ยังทำไม่ได้ดี ซึ่งนั่นก็คืองานที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นเช่น ผู้ใช้งาน ลูกค้าของบริษัทที่เป็นลูกค้า และอื่น ๆ ส่วนคนเขียนโค้ดที่เหลือเกินงานก็จะต้องเปลี่ยนงานไปทำหรือพัฒนา AI ที่จะนำไปใช้กับลูกค้าที่มาจ้างทำระบบอีกทีซึ่งก็จะเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า และทำให้ลูกค้าอยากจ้างบริษัทต่อไปและไม่หันไปทำระบบของตนเองแทน และนี่ก็อาจจะเป็นวิธีการที่จะทำให้ “หุ้นเกรด A” ยังเป็นหุ้นเกรด A ต่อไปได้
ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งก็คือ “โรงพยาบาลเกรด A” ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติและมีลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งถ้าดูจาก “เทรนด์” ของเทคโนโลยีและ AI แล้ว อนาคตการรักษาพยาบาลของหมออาจจะแพ้หุ่นยนต์ ความเชี่ยวชาญของโรงพยาบาลวันนี้ อาจจะไม่มีค่าในวันข้างหน้าที่หุ่นยนต์เก่งกว่าทั้งในการวิเคราะห์โรคและการปฏิบัติ เช่น การผ่าตัด ดังนั้น ในอนาคตลูกค้าต่างชาติก็อาจจะไม่มาใช้บริการ อาจจะมีโรงพยาบาลที่ใช้หุ่นยนต์เป็นหลักในบ้านเขาหรือที่อื่นที่ทั้งถูกกว่าและดีกว่า โรงพยาบาลเกรด A ก็อาจจะกลายเป็นโรงพยาบาลธรรมดาไป มูลค่าหุ้นที่สูงลิ่วก็จะต้องลดลง
แต่จริง ๆ ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่กล่าวนั้นจะเป็นจริงแค่ไหน เป็นหน้าที่ของโรงพยาบาลเกรด A ที่จะต้องหาทางทำอย่างไรที่จะทำให้ยังเป็นหุ้นเกรด A ได้ ซึ่งในความคิดผมก็ยังคงเป็นว่า โรงพยาบาลจะต้องคิดถึง “ความเป็นคน” ของลูกค้าให้มากขึ้น เพราะนั่นคือสิ่งที่หุ่นยนต์แพทย์อาจจะยังไม่มีความรู้หรือความเข้าใจพอที่จะทำให้โรงพยาบาลมีการรักษาที่เหนือกว่าโรงพยาบาลเกรด A ได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร โรงพยาบาลก็จะต้อง ร่วมมือหรือใช้หุ่นยนต์ AI ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์ในภารกิจเฉพาะ มิฉะนั้น ก็จะแพ้โรงพยาบาลที่เป็นคู่แข่งอย่างแน่นอน
Source: settrade.com
01 มีนาคม 2569
7 หุ้นไทย จ่ายปันผลต่อเนื่องตั้งแต่เข้าตลาด (IPO) จนถึงปี 2569
ไฮไลต์ 7 หุ้น "จอมอึด" ปันผลแกร่ง 25 ปี++
🏆 แชมป์ความเก๋า: TVO และ ADVANC ครองแชมป์จ่ายปันผลต่อเนื่องยาวนานที่สุดถึง 35 ปีเต็ม ตั้งแต่เข้าตลาดฯ
⚡ หุ้นเสาหลักพลังงาน: PTT และ PTTEP พี่ใหญ่ที่รักษามาตรฐานการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ พยุงพอร์ตนักลงทุนไทยมาตลอด 25-33 ปี
💡 หุ้นโรงไฟฟ้า รายได้ชัวร์: EGCO และ RATCH สองคู่หูที่ปันผลนิ่งสนิทเหมือนดอกเบี้ยฝาก เพราะรายได้ผูกพันสัญญาระยะยาวกว่า 26-31 ปี
💰 ราชาปันผล High Yield: TISCO โดดเด่นด้วยอัตราปันผล (% Yield) ที่สูงอันดับต้นๆ ในกลุ่มแบงก์ และจ่ายต่อเนื่องมายาวนาน 27 ปี
🛡️ พิสูจน์แล้วทุกวิกฤต: ทั้ง 7 หุ้นคือ "Dividend Survivor" ที่แท้จริง จ่ายทุกปีไม่เคยขาด แม้ต้องผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง, แฮมเบอร์เกอร์ หรือโควิด
ซดโซเดียมหนักขนาดนี้ ไม่ใช่แค่ไตที่สะเทือน
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




